1

ความผิดทางวินัยที่ควรรู้ (1)

ความผิดทางวินัยที่ควรรู้ (1)

           ตามที่ได้กล่าวไปแล้วในครั้งก่อน  เกี่ยวกับกฎหมายที่ว่าด้วย วินัยและการรักษาวินัยของข้าราชการ และพนักงานในสถาบันอุดมศึกษา  คือ พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. 2547 หมวด 5  วินัยและการรักษาวินัย ประกอบกับข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหาสารคาม  ว่าด้วยอำนาจการสั่งลงโทษ วิธีการออกคำสั่งและการแก้ไขคำสั่งเกี่ยวกับการลงโทษ วินัยและการรักษาวินัย การออกจากราชการของพนักงาน พ.ศ. 2553

           ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. 2547    หมวด 5 ที่ว่าด้วยวินัยและการรักษาวินัยนั้น มีอยู่ทั้งหมด 12 มาตรา คือ มาตรา 37 ถึงมาตรา48  ซึ่งผู้เขียนจะได้พยายามนำตัวอย่างการลงโทษที่เกี่ยวข้องของแต่ละมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้องมาให้ท่านผู้สนในได้ศึกษาและทำความเข้าใจ เพื่อใช้ประกอบในการปฏิบัติงาน

           วันนี้  จะขอพูดถึงกรณีความผิดทางวินัยร้ายแรง  เกี่ยวกับการกระทำผิดตามมาตรา 41 วรรคแรก และมาตรา 39 วรรคห้า ซึ่งลงโทษไล่ออกจากราชการ

           ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจ มาตรา 39 วรรคห้า และมาตรา 41 วรรคแรกกันก่อน

           มาตรา 39 วรรคห้า  บัญญัติไว้ว่า “การปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยจงใจ หรือประมาทเลินเล่อไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบแบบแผนของทางราชการ มติคณะรัฐมนตรี หรือนโยบายของทางราชการ หรือขาดการเอาใจใส่ระมัดระวังรักษาประโยชน์ของทางราชการ อันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง

           มาตรา 39  วรรคห้า  บัญญัติถึงการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ  ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายระเบียบ ของทางราชการมติคณะรัฐมนตรี หรือนโยบายของรัฐบาล อันเป็นเหตุให้เกิดเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง ถือเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ซึ่งต้องมีองค์ประกอบที่ต้องพิจารณา  ดังนี้

                   1. มีหน้าที่ราชการ

                  2. ปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบของทางราชการ มติคณะรัฐมนตรี นโยบายของรัฐบาล

                   3. เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง

           หากข้าราชการกระทำผิดวินัยครบองค์ประกอบตามมาตรา 39 วรรคท้าย ที่จะถือเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง นอกจากจะต้องเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการแล้ว พฤติกรรมการกระทำนั้น เป็นการจงใจหรือกระทำโดยเจตนา หรือประมาทเลินเล่อตามความหมายในประมวลกฎหมายอาญา กล่าวคือ  เป็นการกระทำโดยผู้กระทำรู้สึกในการกระทำ และประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น และการจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบนั้น แม้จะไม่มีเจตนาจะให้เกิดความเสียหาย แต่เมื่อมีความเสียหายอย่างร้ายแรงเกิดขึ้น ก็เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง

           มาตรา 41 วรรคแรก บัญญัติไว้ว่า “ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาต้องประพฤติเป็นแบบอย่างที่ดี  มีความสุภาพเรียบร้อย วางตนให้เหมาะสมกับวัฒนธรรมอันดีงามของสังคมไทย อุทิศเวลาให้กับทางราชการอย่างเต็มที่ รักษาความสามัคคี ช่วยเหลือเกื้อกูลในการปฏิบัติหน้าที่ราชการระหว่างผู้ร่วมปฏิบัติราชการด้วยกัน

           มาตรา  41  วรรคหนึ่ง บัญญัติถึงหน้าที่ของข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา ต้องประพฤติปฏิบัติตัวให้เป็นแบบอย่างที่ดี มีความสุภาพเรียบร้อย วางตัวให้เหมาะสมกับวัฒนธรรมของสังคมไทย อุทิศเวลาให้กับทางราชการอย่างเต็มที่  มีความสามัคคี และช่วยเหลือเกื้อกูลกันในการปฏิบัติหน้าที่ราชการระหว่างผู้ร่วมปฏิบัติราชการด้วยกัน

           การจะเป็นความผิดอย่างไม่ร้ายแรง ตามมาตรา  41  วรรคหนึ่งนี้  ข้อเท็จจริงต้องฟังได้ว่าวางตัวไม่เหมาะสม ไม่สุภาพเรียบร้อย ไม่อุทิศเวลาให้ราชการอย่างเต็มที่ ขาดความสามัคคีและไม่ช่วยกันและกันในการทำงานราชการ การที่จะเป็นความผิดวินัยตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง ต้องพิจารณาเป็นกรณี ๆ ไป

กรณีตัวอย่าง

           นางลี  ตำแหน่งอาจารย์  ได้กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานไม่อุทิศเวลาให้กับทางราชการอย่างเต็มที่ตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง  และกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงฐานขาดการเอาใจใส่ระมัดระวังรักษาประโยชน์ของทางราชการอันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง  ตามมาตรา 39 วรรคห้า  แห่งระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. 2547  โดยมีกรณีกระทำผิดวินัย คือ นางลี  ขาดราชการตั้งแต่วันที่ 6 มิถุนายน 2548 จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2548  โดยมีพฤติการณ์อันแสดงถึงความจงใจไม่เอาใจใสนำพาต่อภาระงานสอนของตนที่ภาควิชาได้จัดให้ไว้  โดยไม่มาปฏิบัติหน้าที่ราชการติดต่อในคราวเดียวกันเป็นเวลา 117 วัน  ทำให้คณะต้องจัดอาจารย์ท่านอื่นซึ่งมีภาระงานสอนมากอยู่แล้วมาสอนแทน  อันมีผลกระทบต่อการจัดการเรียนการสอนของอาจารย์ที่มาสอนแทน  ซึ่งพฤติกรรมการกระทำดังกล่าวเป็นการเสียหายต่อการเรียนการสอนและระบบการบริหารจัดการอัตราของบุคลากรที่มีอยู่ปฏิบัติงานของคณะอย่างร้ายแรง  

            โทษ  ไล่ออกจากราชการ

 

*************************************

Share and Enjoy:
  • Facebook
  • Google Bookmarks
  • Twitter
  • Print
  1. Sureeporn Watcharinchai พูดว่า:

    การอุทิศเวลาให้กับทางราชการ ปฏิบัติหน้าที่นั้นด้วยความเอาใจใส่ระมัดระวังรักษาประโยชน์ของทางราชการอย่างเต็มกำลังความสามารถ ทำให้เรามีความภาคภูมิใจตัวเองที่ได้มีอาชีพรับราชการ

You must be logged in to post a comment.