1

ความรู้เกี่ยวกับการทุจริต

ความรู้เกี่ยวกับการทุจริต     :  โดยนายจีรพันธ์ ภูครองเพชร  นิติกรชำนาญการ

 

            สำหรับเรื่องที่จะนำเสนอ  เพื่อให้ทุกท่านที่เป็นข้าราชการ พนักงานมหาวิทยาลัยมหาสารคาม        ได้ทำความเข้าใจ เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ความเข้าใจในระบบวินัยและการรักษาวินัย วันนี้จะขอเป็นเรื่อง “ทุจริต”  ซึ่งกรณีความผิดวินัยฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการนี้ ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. 2547 มาตรา 39 วรรคสาม บัญญัติไว้เป็นวินัยอย่างร้ายแรง และในกรณีดังกล่าวนี้คณะรัฐมนตรีได้มีมติควรให้ลงโทษไล่ออกจากราชการ ซึ่งจะมีผลทำให้ผู้ถูกลงโทษไม่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จบำนาญ

           “การทุจริต” เป็นภัยร้ายแรงสำคัญที่ทำลายความมั่นคงของชาติ  รัฐบาลจึงมีนโยบายว่าจะสร้างมาตรฐานด้านคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาล ให้แก่ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ที่ของรัฐ พร้อมทั้งพัฒนาความโปร่งใสในการปฏิบัติงานของหน่วยงานภาครัฐ เพื่อให้เป็นที่เชื่อถือไว้วางใจของประชาชน ด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน รวมถึงการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ตลอดจนสนับสนุนการสร้างค่านิยมของสังคมให้ยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริตและถูกต้องชอบธรรม

 ความหมายเกี่ยวกับการทุจริต

           คำว่า  “ทุจริต”  ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1(1) หมายถึง “เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น

           คำว่า  “ทุจริตต่อหน้าที่”  ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ  ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต  พ.ศ. 2542  มาตรา 4  หมายถึง “การปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่ง หรือละเว้นการปฏิบัติ อย่างใดในพฤติการณ์ที่อาจทำให้  ผู้อื่นเชื่อว่ามีตำแหน่งหรือหน้าที่ทั้งที่มิได้มีตำแหน่งหรือหน้าที่นั้น หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่  ทั้งนี้  เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบสำหรับตนเองหรือผู้อื่น

 รูปแบบการทุจริต

           การทุจริตในวงราชการมีหลายรูปแบบ เช่น

           1. ฝ่าฝืนฝืน หลีกเลี่ยง หรือบิดเบือนระเบียบแบบแผน หรือกฎข้อบังคับ

           2. จูงใจ เรียกร้อง บังคับ ข่มขู่ หน่วงเหนี่ยว กลั่นแกล้ง หรือหาประโยชน์ ใส่ตน/พวก

           3. การสมยอม รู้เห็นเป็นใจ เพิกเฉย ละเว้นการกระทำในการที่ต้องปฏิบัติ หรือรับผิดชอบตามหน้าที่

           4. ยักยอก เบียดบังซึ่งทรัพย์สินของราชการ

           5. ปลอมแปลง/กระทำใด ๆ อันเป็นเท็จ

           6. มีผลประโยชน์ ร่วมในกิจการบางประเภทที่สามารถใช้อำนาจหน้าที่องตนบันดาลประโยชน์ได้

 มูลเหตุการณ์ทุจริต

           การทุจริตในวงราชการมีมูลเหตุ หลายประการ  เช่น

           1. เจ้าหน้าที่ขาดคุณธรรมและจริยธรรม

           2. ขาดกลไกในการลงโทษและการบังคับใช้กฎหมาย

           3. ขาดการตรวจสอบ และการควบคุม กำกับ  ดูแล

           4. เจ้าหน้าที่ได้รับค่าตอบแทน/เงินเดือน ไม่พอกับการครองชีพ  และมีปองกันและปัญหาทางเศรษฐกิจ  หรืออบายมุข

           5. สภาพการทำงานเปิดโอกาส เอื้ออำนวยต่อการกระทำทุจริต  กระบวนการปฏิบัติงานมีช่องโหว่ เป็นต้น

 ความผิดของผู้ที่กระทำการทุจริต

           การทุจริตนั้น  อาจทุจริตเป็นตัวเงินหรือเป็นประโยชน์อย่างอื่นก็ได้  ผู้ที่ทำความผิดจะต้องได้รับโทษทางอาญา  เช่น  มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และมาตรา 157 ดังนี้

           มาตรา 147 บัญญัติว่า  “ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปี ถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท”

           มาตรา 157 บัญญัติว่า  ” ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมอบ เพื่อให้ เกิดความเสียหายแกผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี  หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

 สำหรับความผิดทางวินัยของผู้ทุจริต      ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2547

           มาตรา 39 วรรคสาม  บัญญัติว่า  “การปฏิบัติหรือการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ และเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง”

           กรณีจะเป็นความผิดฐานอาศัยตำแหน่งหน้าที่ราชการหาประโยชน์  จะต้องเข้าองค์ประกอบดังนี้

           1. มีหน้าที่ราชการ คือ เป็นผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งที่มีอำนาจหน้าที่ในราชการ

           2. ทำการหาประโยชน์ให้แก่ตนเองหรือผู้อื่น โดยอาศัยหรือยอมให้ผู้อื่นอาศัยอำนาจหน้าที่นั้น ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม

           “ประโยชน์” หมายถึง สิ่งที่เป็นผลดีหรือเป็นคุณแก่ผู้รับประโยชน์อาจเป็นทรัพย์สินเงินทองหรือการอื่นใดที่เป็นผลได้ตามต้องการ เช่น ประโยชน์ในการได้สิทธิบางอย่าง หรือได้รับบริการพิเศษ เป็นต้น

           การหาประโยชน์ที่จะเป็นความผิดนี้ จะต้องมีการอาศัยหรือยอมให้ผู้อื่นอาศัยอำนาจหน้าที่ราชการนั้นไปหาประโยชน์ การหาประโยชน์กับอำนาจหน้าที่จึงต้องมีส่วนสัมพันธ์กัน  แต่ไม่จำต้องเป็นการหาประโยชน์ด้วยการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ

           ความผิดวินัยอย่างร้ายแรงเกี่ยวกับการทุจริต  ตามมาตรา 39 วรรคสาม ดังกล่าว มีองค์ประกอบ 2 ประการ คือ

           1. มีหน้าที่ราชการที่จะต้องปฏิบัติหน้าที่ราชการนั้น อาจเกิดจากกฎหมาย ระเบียบ คำสั่ง  หรือ ตามที่ ได้รับมอบหมายก็ได้

           2. ได้ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยทุจริต

               การปฏิบัติหน้าที่ราชการ หรือการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการจะต้องเป็นกรณีที่จงใจหรือเจตนาที่จะไม่ปฏิบัติหน้าที่ของตน ไม่ใช่เป็นเรื่องพลั้งเผลอหลงลืม หรือเข้าใจผิด คำว่า  “ โดยทุจริต” หมายถึง  เพื่อแสวงหาประโยชน์ ที่มิควรได้ โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น ซึ่งการแสวงหาประโยชน์ ดัง กล่าวนั้นอาจเป็นเงินทอง สิ่งของ หรือจะเป็นการได้รับบริการ ก็ได้ ทั้งนี้  โดยจะต้องเป็นประโยชน์ ที่ไม่ควรได้ หรือไม่มีสิทธิที่ จะได้ รับโดยชอบธรรมหรือชอบด้วยระเบียบหรือกฎหมาย ไม่ว่าตนเองหรือผู้อื่นจะได้ประโยชน์ ดังกล่าวก็ตาม

 ตัวอย่างการลงโทษทางวินัยกรณีทุจริต ตามมาตรา 39 วรรคสาม  แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2547

            1. นักวิชาการเงินและบัญชี  ได้กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ  เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการตามมาตรา 39 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2547 โดยมีกรณีกระทำผิด  คือ ได้เบิกเงินโครงการวิจัยจากบัญชีเงินฝากของกองทุนมหาวิทยาลัย…….. เพื่อวิจัยและพัฒนา  จำนวน 100,000 บาท  แต่มิได้โอนเงินให้กับนักวิจัยในทันที  กลับนำเงินจำนวนดังกล่าวไปฝากไว้ในบัญชีส่วนตัว  ตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2548 และในระหว่างการพักเงินในบัญชี  ได้เบิกถอนเงินในบัญชีส่วนตัวหลายครั้ง  จนกระทั้งจำนวนเงินลดลง  จนถึงวันที่ 15 กรกฎาคม 2548 เงินคงเหลือ 210.75 บาท ซึ่งพฤติกรรมการกระทำดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้วิจัยและมหาวิทยาลัย 

               โทษ   ไล่ออกจากราชการ

 แนวทางการลงโทษทางวินัยของ ก.พ. กรณี การทุจริตต่อหน้าที่ราชการ

            1. เจ้าหน้าที่การเงินและบัญชี 3  ได้รับเงินและออกใบเสร็จรับเงิน  เป็นเงินค้ำประกันสัญญา  จำนวน 87,392 บาท  และเงินค่าซื้อแบบจำนวน  7,900  บาท แล้วนำเงินทั้งสองจำนวนดังกล่าวไปใช้ส่วนตัว  พร้อมทั้งเก็บสำเนาใบเสร็จทั้งสองเล่มไว้กับตัวเอง  ต่อมาได้นำสำเนาใบเสร็จรับเงินทั้งสองเล่มและเงินจำนวนดังกล่าวคืนให้แก่ทางราชการ

               พฤติการณ์เป็นการกระทำผิดวินัยตามมาตรา  82  วรรคสาม  แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 (เทียบเคียงมาตรา 39 วรรคสาม  แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2547)

               โทษ   ไล่ออก

            2. เจ้าพนักงานพัสดุ  3   ไม่ควบคุมการเบิกจ่ายวัสดุให้เป็นไปตามความจริง  ได้เติมรายการเบิกวัสดุ  และแก้ไขตัวเลขในใบเบิกวัสดุจากผู้ที่ขอเบิกแล้วนำไปลงทะเบียนคุม  ทำให้วัสดุของสำนักงานขาดหายไปจากทะเบียนคุมหลายประการ  ทำให้ราชการเสียหาย

               พฤติ การณ์เป็นการกระทำผิดวินัยตามมาตรา  82  วรรคสาม  แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 (เทียบเคียงมาตรา 39 วรรคสาม  แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2547)

               โทษ  ไล่ออก

            3. เจ้าหน้าที่บริหารงานธุรการ  6  ได้รับแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าคณะทำงานจำหน่ายใบสมัครและระเบียบการสอบคัดเลือกเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรี   เมื่อหมดเขตจำหน่ายใบสมัครแล้วไม่นำเงินค่าจำหน่ายใบสมัครและระเบียบการที่ได้รับมาจำนวน  167,500  บาท  ส่งให้เจ้าหน้าที่การเงินและบัญชี  แต่กลับนำไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว  แม้เจ้าหน้าที่จะติดตามเร่งรัดทวงถามหลายครั้ง  ก็ผัดผ่อนประวิงเวลาและผิดนัดมาตลอด

               พฤติการณ์เป็นการกระทำผิดวินัยตามมาตรา 82  วรรคสาม  แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 (6/2541)  (เทียบเคียงมาตรา 39 วรรคสาม  แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2547)

               โทษ  ไล่ออก 

Share and Enjoy:
  • Facebook
  • Google Bookmarks
  • Twitter
  • Print
  1. สวัสดิ์น้อย กองทะเบียนฯ พูดว่า:

    หากขึ้นชื่อว่าทุจริต ผิดแน่นอนครับ ผิดทางโลกไม่เท่าใดนัก แต่ทางธรรม เมื่อตายไปแล้วกรรมที่จักได้รับแสนสาหัสยิ่งนัก นับภพชาติไม่ได้เลย

You must be logged in to post a comment.