0

หยุดคิดติดลบ

หยุดคิดติดลบ เรื่องโดย รองศาสตราจารย์ นพ.ธวัชชัย กฤษณะประกรกิจ

     มีคำสอนของหัวหน้าเผ่าอินเดียแดงอยู่เรื่องหนึ่งที่สอนไว้แบบเปรียบเปรยว่า สมมุติคุณเลี้ยงสุนัขไว้สองตัวตัวหนึ่งนั้นดุร้ายมาก มีเขี้ยวแหลมคม รูปร่างกำยำแข็งแรงมันจะเห่าและกัดได้แม้กระทั่งเจ้าของ

     ส่วนสุนัขอีกตัวหนึ่งเป็นลูกสุนัขเล็กๆ น่ารัก เป็นมิตรชอบกระดิกหางและขี้เล่น แถมยังชอบประจบเจ้าของอีกด้วย คุณจะทำอย่างไรจึงจะปราบความก้าวร้าวของเจ้าสุนัขตัวแรกและฟูมฟักสุนัขตัวที่สองให้เติบใหญ่มีพลัง

     ท่านผู้อ่านลองช่วยตอบดู เดี๋ยวผมจะเฉลยตอนท้ายนะครับ

     ผู้ป่วยหญิงโรคซึมเศร้าเรื้อรังท่านหนึ่ง มาพบผมที่คลินิกจิตเวชต่อเนื่องมาหลายปีแล้ว อาการของเธอนั้นดีขึ้นบ้าง แต่มันจะยังมีความคิดติดลบวนๆ เวียนๆ อยู่ในสมองของเธอ เป็นเรื่องของลูกสาวที่ป่วยเป็นโรคจิต เวลาอาการกำเริบจะอาละวาดและส่งเสียงด่าว่าคนในบ้านเสียงดังเป็นที่อับอาย ทำให้เธอรู้สึกเสียใจที่เลี้ยงลูกไม่ได้ดี นอกจากนี้เธอก็ยังมีสามีป่วยเป็นอัมพาตและโรคหัวใจ ซึ่งเธอต้องช่วยเหลือดูแลอาบน้ำป้อนข้าวทุกวัน เธอรู้สึกว่าชีวิตไม่เคยมีความสุขเลย มีแต่ทุกข์และทุกข์ ทุกข์ตั้งแต่เช้าจรดเย็น หลายครั้งที่คิดอยากให้หลับไปเลย ไม่ต้องตื่นมารับรู้ความทุกข์อะไรอีก แต่ถ้าจะให้ฆ่าตัวตายก็ยังไม่กล้า กลัวเจ็บ กลัวพิการ และกลัวทรมาน

     ครั้งหนึ่งอยู่ ๆผู้ป่วยท่านนี้ก็ถามผมว่า “ฉันขอถามหมอเรื่องหนึ่งได้ไหม ถามแล้วหมออย่าโกรธนะ คืออยากถามว่า “ที่หมอมารักษาอย่างนี้ได้นะ หมอเรียนมาหรือว่าหมอเคยเป็นมาก่อน?”

     คำถามนี้เล่นเอาผมอมยิ้มเลย เป็นคำพูดแบบซื่อๆ ที่ตรงไปตรงมา แต่มันทิ่มเข้ามาที่กลางใจเลยครับ เป็นคำถามประเภทที่ว่าคนตอบตั้งหลักแทบไม่ทัน แต่เมื่อฟังดูแล้วจะพบว่าเป็นการถามที่ถามอย่างจริงใจ ไม่เสแสร้ง เป็นเพราะเธออยากรู้จริงๆ ผมจึงตอบเธอกลับไปทันควันเลยว่า “ทั้งสองอย่างเลยครับ” เสร็จแล้วผมจึงถามเธอกลับไปว่า ทำไมถึงถามหมออย่างนั้น เธอก็ตอบว่า

     “เพราะเหมือนหมอรู้หมดเลยว่าฉันชอบคิดติดลบ ชอบมองโลกในแง่ร้าย ชอบตำหนิโทษตัวเอง กลัวกังวลและเศร้าจนไม่อยากมีชีวิตต่อไปแล้ว เหมือนหมอมานั่งอยู่ในใจฉัน”

     เมื่อผมกลับมานึกทบทวนสิ่งที่ผมพูดไป ผมคิดว่าเป็นคำตอบที่พอใช้ได้ทีเดียว เพราะการที่ผมยอมรับว่าตัวเองก็เคยทุกข์ เคยเศร้าและท้อแท้มาก่อนนั้นเป็นเรื่องจริงที่สุด ในความเป็นปุถุชน ผมก็มีความคิดติดลบจนใจเป็นทุกข์ เคยผิดพลาด เคยทำอะไรไม่ได้เรื่อง จนล้มเหลวเช่นนั้น สิ่งนี้ช่วยให้เราเข้าใจความทุกข์ของคนอื่นจริงๆ แต่ประเด็นสำคัญนั้นอยู่ที่ว่า ผมออกจากความทุกข์นั้นได้ทุกอย่าง สิ่งที่ผมเรียนรู้มาในชีวิต จะนำมาช่วยเหลือผู้ป่วยและผู้อื่นได้อย่างไร

     จำได้ว่าครั้งหนึ่งสมัยที่เป็นนักศึกษาแพทย์ อาจารย์แพทย์ท่านหนึ่งได้บอกกับนักเรียนทั้งห้องว่า “ผมจะให้เวลาคุณทุกคนหนึ่งนาที ให้คิดอะไรก็ได้ ยกเว้นอย่างเดียวคือ ห้ามคิดถึงภาพวัวสีแดง” ตอนนั้นผมใช้ความตั้งใจอย่างมากที่จะคิดในเรื่องต่างๆ ยกเว้นไม่คิดถึงวัวสีแดงผมคิดไปถึงชื่อเพื่อนๆ ในชั้นเรียน อาหารการกิน สถานที่ท่องเที่ยวและอื่นๆ สัพเพเหระ โดยบอกกับตัวเองตลอดเวลาว่าผมจะไม่คิดถึงภาพวัวสีแดง แต่ผมก็ต้องรับกับตัวเองในที่สุดว่า ผมทำไม่ได้เลยแม้สักนาทีเดียว นั่นคือ ขณะที่ผมพยายามไม่คิดถึงสิ่งใด สิ่งนั้นกลับเข้ามาวนเวียนอยู่ในห้วงความคิดของผม

     คำตอบอยู่ตรงนี้นี่เอง เพราะในท่ามกลางจิตใจที่เป็นทุกข์นั้น เรามีความคิดติดลบเป็นเหมือนเครื่องปั่นไฟ ปั่นอารมณ์เราให้ทุกข์ซ้ำซาก แล้วเราก็เชื่อตามความคิดติดลบนั้นไป โดยไม่ทันได้เอะใจนึกเลย ว่าการคิดติดลบนั้น เกิดจากการมองอะไรเพียงด้านเดียว หรือการมีอคติติดลบกับเรื่องนั้นๆ หรือคนนั้น ๆอยู่ก่อน แต่เจ้าความคิดติดลบนี้เหมือนกาวดักหนู ที่ยิ่งดิ้น ยิ่งหนีก็ยิ่งติด เพราะเมื่อเรารู้ว่าเราชอบคิดติดลบ เราก็จะบอกตัวเองว่าฉันจะไม่คิดแบบนี้อีก แต่พอเราเผลอความคิดติดลบก็กลับมาอีก เราไม่อยากคิด เราจึงพยายามห้ามตัวเองไม่ให้คิด เท่ากับว่าเรายังวนเวียนคิดถึงแต่ความคิดด้านลบนั้นอยู่ดี หนักเข้าเราก็จะยิ่งรู้สึกว่าตัวเองแย่ ตัวเองไม่ดีที่ชอบคิดติดลบ กลายเป็นการตำหนิตนเอง ซึ่งก็คือความคิดติดลบที่มากขึ้นกว่าเดิมอีก

     พอรู้อย่างนี้ ผมจึงชวนผู้ป่วยท่านนี้ ให้ลองมองหาข้อดี สิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตแต่ละวัน ซึ่งจะพบอย่างแน่นอนว่า เรื่องราวที่ดูว่าแย่ที่สุดนั้นมีด้านบวกแฝงไว้เสมอ เช่น ตั้งแต่สามีเป็นโรคหัวใจ เขาก็เลิกสูบบุหรี่ เลิกเหล้า อยู่บ้าน ไม่ออกไปเที่ยวเล่นให้เธอต้องกังวลเหมือนก่อน แถมยังรักลูกเมียมากขึ้น ลูกสาวที่เป็นโรคจิตก็เป็นลูกคนเดียวที่ได้อยู่เป็นเพื่อนแม่ ช่วยแม่ดูแลพ่อที่ป่วย และช่วยทำงานบ้านขณะที่ลูกคนอื่นๆ ต่างมีครอบครัวออกเรือนไปหมดแล้ว และตอนเย็นลูกคนนี้ก็ยังเป็นเพื่อนเธอไปเต้นแอโรบิกทุกวัน

     ถึงตอนนี้ ผมขอเฉลยคำถามของหัวหน้าเผ่าอินเดียนแดงที่ถามไว้ในตอนต้น

     คำตอบคือ เราทำได้โดยการหยุดให้อาหารเจ้าสุนัขตัวที่ดุร้ายและให้อาหารสุนัขตัวที่น่ารักเป็นมิตรแทน เมื่อสุนัขดุร้ายไม่รับอาหารก็จะค่อยๆ หมดกำลัง ผลคือความดุร้ายก้าวร้าวก็จะลดลง ทำให้ไม่อาจทำร้ายใครได้อีก

     เปรียบเหมือนการที่เรามีความคิดติดลบในใจ เราก็ไม่ต้องให้ความสนใจ ไม่ต้องพยายามแก้ไขเปลี่ยนแปลความคิด ไม่ต้องพยายามต่อสู้กับความคิดที่ติดลบ เพราะการทำอย่างนั้น เท่ากับเราเติมพลังด้านลบให้มากขึ้น ทางที่ดี ขอให้เราคิดแง่บวกไว้ให้มากๆ ได้แก่ มองคนในแง่ดี ทั้งมองตนเองและผู้อื่น มองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าต้องมีแง่บวกที่เราอาจมองข้ามไป ชื่นชมในความดีของผู้อื่น มองหาข้อดีของเขาให้มาก ๆ กล่าวชมคนให้เป็น ฝึกขอบคุณในสิ่งดีๆที่เกิดขึ้นกับเรา

     วิธีเพิ่มความคิดด้านบวกนี้เอง ที่จะก่อให้เกิดพลังในการเปลี่ยนแปลงชีวิตในทางที่ดีขึ้น และจะเป็นพลังสร้างสรรค์ชีวิตที่ดีให้ท่านผู้อ่านได้อย่างแน่นอน

 

Share and Enjoy:
  • Facebook
  • Google Bookmarks
  • Twitter
  • Print

You must be logged in to post a comment.