0

เข้าใจอาเซียน ตอน: ลักษณะวิถีอาเซียน

เข้าใจอาเซียน ตอน: ลักษณะวิถีอาเซียน

28 มกราคม 2013

ชาญชัย

http://chanchaiblogger.blogspot.com/2013/01/blog-post_28.html

การจะเข้าใจอาเซียนจำต้องเข้าใจ “ลักษณะวิถีอาเซียน” เพราะคือหลักคิด หลักปฏิบัติ การตัดสินใจเรื่องราวสำคัญๆ ของอาเซียน เป็นหลักการสำคัญในการศึกษาทำความเข้าใจอาเซียนอย่างเป็นระบบ มีหลักยึดที่สอดคล้องกับความเป็นอาเซียน

Taku Tamaki ได้ศึกษาวิถีอาเซียน (ASEAN way) และพบว่าการพยายามที่จะนิยามว่าอะไรคือวิถีอาเซียนนั้นมักจะก่อให้เกิดความสับสน วิธีที่ดีกว่าคือการตีความว่าพฤติกรรมที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร มีลักษณะอย่างไร

Amitav Acharya ชี้ว่า “วิถีอาเซียน” มีต้นกำเนิดจากการพูดถึง “แนวทางการแก้ไขความขัดแย้งและการสร้างความร่วมมือที่มีเอกลักษณ์ของชาติสมาชิกอาเซียนที่แสวงหาสันติภาพและความมั่นคงภูมิภาค”

Hadi Soesastro กล่าวถึงวิถีอาเซียนว่า “สมาชิกอาเซียนเห็นพ้องที่จะวางบรรทัดฐานแห่ง “วิถีอาเซียน” เพื่อเป็นแนวทางจัดการความขัดแย้งภายในกลุ่ม

งานวิชาการจำนวนมากพยายามศึกษาแยกแยะลักษณะเฉพาะของอาเซียนที่เป็นเอกลักษณ์ พอใจประมวลประเด็นสำคัญๆ ได้ดังนี้

1.ไม่แทรกแซงกิจการภายใน (Non-interference)

หลักการไม่แทรกแซงกิจการภายใน (Principle of Non-interference) คือหนึ่งในลักษณะเด่นชัดที่สุด ปรากฏอยู่ในกฎบัตรสมาคมแห่งประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความตอนหนึ่งระบุว่า ‘เคารพความสำคัญพื้นฐานของมิตรภาพและความร่วมมือ และหลักการแห่งอธิปไตย ความเสมอภาค บูรณภาพแห่งดินแดน การไม่แทรกแซงกัน ฉันทามติและเอกภาพใน ความหลากหลาย’

อธิบายโดยย่อคือ ชาติสมาชิกอาเซียนจะเคารพอธิปไตยระหว่างกัน แม้ระบบการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจแตกต่างกัน จะไม่แทรกแซงกิจการภายในของรัฐสมาชิกอาเซียนด้วยกันเอง

ความไม่เป็นมิตรต่อกันอย่างสมบูรณ์คือเหตุผลหลักประการหนึ่งทำให้ต้องวางหลักการข้อนี้ ทุกวันนี้รัฐบาลหรือผู้นำชาติสมาชิกอาเซียนมีความเป็นมิตร ตระหนักถึงความร่วมมือมากกว่าในอดีต แต่ยังไม่เป็นมิตรโดยสมบูรณ์ การแทรกแซงระหว่างกันถูกมองว่าเป็นการคุกคามความมั่นคงของประเทศ

(รายละเอียดเรื่อง หลักการไม่แทรกแซงกันจะนำเสนออีกครั้งในโอกาสต่อไป)

2. การผูกพัน “อย่างหลวมๆ”

Rodolfo C. Severino อดีตเลขาธิการอาเซียนกล่าวถึงความแตกต่างระหว่างอาเซียนกับสหภาพยุโรปอย่างชัดเจนว่า “ความจริงแล้ว อาเซียนแตกต่างจากสหภาพยุโรป … สหภาพยุโรปควบคุมความสัมพันธ์ระหว่างสหภาพกับสมาชิกและข้อตกลงร่วมมือต่างๆ ด้วยอำนาจกฎหมาย ส่วนอาเซียนร่วมมือกันด้วยกระบวนการสร้างความเข้าใจร่วมอย่างไม่เป็นทางการ ปราศจากข้อกฎบังคับทางกฎหมาย”

การรวมตัวของอาเซียนเป็นการรวม “กลุ่มแบบหลวมๆ” ไม่ได้ผูกพันกันอย่างเหนียวแน่นตามอย่างองค์กรระหว่างประเทศบางแห่ง เช่น สหภาพยุโรป การเป็นอาเซียนหรือประชาคมอาเซียนในอนาคตไม่ได้มีความหมายต้องการให้ประชาคมอาเซียนเป็นองค์กรเหนือรัฐโดยสมบูรณ์ โดยเฉพาะประเด็นด้านความมั่นคงทางการเมือง ด้านการทหาร ความร่วมมือที่เพิ่มมากขึ้นหมายถึงเพิ่มความร่วมมือในส่วนรัฐบาลหรือผู้นำประเทศเห็นพ้องต้องกัน

เหตุที่เป็นเช่นนี้เกิดจากการที่ชาติสมาชิกไม่ปรารถนาแทรกแซงกิจการภายในระหว่างกัน จึงไม่ต้องการให้อาเซียนเป็นองค์กรเหนือรัฐ คือไม่ต้องการองค์กรอาเซียนแทรกแซงตนเองด้วย

นอกจากนี้ยังแสดงถึงการที่ชาติสมาชิกพยายามรักษา ปกป้อง เสริมสร้างผลประโยชน์แห่งชาติจากตัวเองเป็นหลัก องค์กรอาเซียนมีฐานะเป็นส่วนเสริมหรือเป็นความจำเป็นที่ต้องร่วมมือกันในบางด้านบางกรณีเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม การผูกพันอย่างหลวมๆ ไม่ได้หมายความว่าอาเซียนจะไม่แสดงความเข้มแข็งความเป็นเอกภาพของตนในกรณีที่เป็นผลประโยชน์ร่วมของทุกชาติสมาชิก เช่น ความร่วมมือในยุคสงครามเย็น

3. การแทรกแซงอีกรูปแบบหนึ่ง – แบบอาเซียน

Gillian Goh เห็นว่าวิถีอาเซียนมีมากกว่าหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายใน บางครั้งมีการแทรกแซงระหว่างกันแต่ด้วยบางวิธีการเท่านั้น เช่น พยายามควบคุมทางการเมืองระหว่างประเทศ กดดันภายใน เจรจาต่อรอง การพูดคุยและการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ ทางทั้งทางตรงทางลับ

การแทรกแซงของอาเซียนจะกระทำโดยพยายามไม่โดดเดี่ยวหรือทำให้ชาติสมาชิกอับอายขายหน้า เช่นเดียวกับที่ประเทศที่ถูกแทรกแซงจะไม่ทำให้อาเซียนขายหน้าต่อสาธารณะเช่นกัน

เนื่องจากการแทรกแซงมักกระทำเป็นการลับ ประชาชนทั่วไปยากจะเข้าถึงข้อมูลความจริงดังกล่าว แต่บางกรณีมีหลักฐานที่ชี้ว่าเกิดการแทรกแซง

ตัวอย่าง กรณีปัญหาโรฮิงญาในเมียนมาร์ที่ถูกขับไล่ ถูกทำร้ายถึงแก่ชีวิต และหลายคนต้องหลบหนีออกจากประเทศ เลขาธิการอาเซียน (ในสมัยนั้น) ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ ออกมาเตือนว่าประเด็นโรฮิงญาอาจสั่นคลอนเสถียรภาพของ ‘ภูมิภาคนั้น’ ถ้าประชาคมนานาชาติ รวมทั้ง ‘อาเซียน’ ไม่ดำเนินมาตรการที่มีประสิทธิภาพทันท่วงที

เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นรัฐบาลเมียนมาร์ชี้แจงว่ารัฐบาลตระหนักว่าเหตุการณ์ดังกล่าว อาจทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศที่กำลังปฏิรูปเสื่อมเสีย

คำกล่าวของเลขาธิการอาเซียนเป็นทั้งข้อเรียกร้องกับคำเตือน การที่ออกมากล่าวในที่สาธารณะแสดงว่าได้รับความเห็นชอบจากชาติสมาชิกแล้ว เป็นตัวแทนขององค์กรอาเซียน ชาติสมาชิกอาเซียนอื่นๆ อาจเตือนหรือกดดันรัฐบาลเมียนมาร์มากกว่านี้แต่กระทำเป็นการลับ ส่วนที่เลขาธิการอาเซียนพูดเป็นส่วนที่ต้องการเปิดเผยต่อสาธารณะ

4. ชาติสมาชิกรักษาผลประโยชน์แห่งชาติของตนสูงสุด

เป็นธรรมดาที่ทุกประเทศต้องรักษาผลประโยชน์แห่งชาติของตน ผลประโยชน์แห่งชาติในที่นี้เน้นในความหมายผลประโยชน์ที่ถือความมั่นคงของรัฐหรือผู้นำประเทศเป็นสำคัญ แม้ชาติสมาชิกพยายามประนีประนอม หาทางออกที่ลงตัวมากสุด พยายามรักษาบรรยากาศอันดีต่อกัน แต่บางครั้งความขัดแย้งแสดงอาการออกมาอย่างชัดเจน กระทบต่อภาพลักษณ์ของอาเซียน เช่น สภาพของความไม่เป็นเอกภาพ การแสดงออกที่ขาดความยับยั้งชั่งใจ

กรณีตัวอย่าง เช่น การประชุม ASEAN Regional Forum (ARF) ในปี 2012 ที่กรุงพนมเปญ ในที่ประชุมได้หยิบยกความขัดแย้งระหว่างฟิลิปปินส์กับจีนที่ต่างอ้างสิทธิ์เหนือหมู่เกาะปะการังสการ์โบโรห์ ฟิลิปปินส์เรียกร้องให้แถลงการณ์ร่วมหลังการประชุมมีข้อความพูดเรื่องพฤติกรรมอ้างสิทธิ์ของจีน แต่ประเทศสมาชิกบางส่วนไม่เห็นด้วย เกิดความขัดแย้งในที่ประชุม สุดท้ายไม่อาจตกลงเนื้อหาแถลงการณ์ กลายเป็นครั้งแรกในรอบ 45 ปีนับแต่ก่อตั้งที่อาเซียนไม่สามารถออกแถลงการณ์เมื่อจบการประชุม

5. การตัดสินใจของชาติสมาชิกไม่ขึ้นกับหลักเกณฑ์ที่แน่นอน

Kasira Cheeppensook ชี้ว่าการตัดสินใจของอาเซียนไม่ได้ดำเนินภายใต้สถาบันหรือกลไกที่มีหลักมีเกณฑ์

J.N. Mak กล่าวถึงบรรยากาศที่ประชุมของอาเซียนว่า กระบวนการเจรจาของอาเซียน “ปราศจากโครงสร้าง ไม่มีขั้นตอนนำสู่การตัดสินใจ เรื่องที่ต้องปฏิบัติตามผลการประชุม” และ “มักไม่มีวาระอย่างเป็นทางการ ประเด็นที่พูดคุยเจรจามักเป็นประเด็นที่อยู่ดีๆ ก็นำขึ้นมาพูดในที่ประชุม”

ความเห็นของ J.N. Mak อาจไม่สอดคล้องกับความจริงทั้งหมดเพราะอาเซียนมีกำหนดการประชุมหลายอย่างที่ชัดเจน ทำต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี แต่สะท้อนว่าเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นในระหว่างการประชุมมีความยืดหยุ่นสูง

Hadi Soesastro ชี้ว่าอาเซียนใช้ “หลักการเจรจาระหว่างผู้มีอำนาจที่กระทำอย่างเป็นส่วนตัวและเงียบเชียบ ลบล้างรอยด่างที่ปรากฏสู่สาธารณะ หลักการไม่ระบุตำแหน่งสถานที่ (being non-Cartesian) และไม่ยึดหลักกฎหมายกฎเกณฑ์” หลักการเหล่านี้มุ่งต้องการผลลัพธ์สุดท้ายโดยไม่สนใจวิธีการ และจะพยายามไม่ระบุเป้าหมายที่ชัดเจน จะพูดเพียงหลักการกว้างๆ และชาติสมาชิกจะจัดการเรื่องราวต่างๆ ของพวกเขาภายในองค์กรอาเซียน

ลักษณะดังกล่าวทำให้ยากจะคาดการณ์ผลการประชุมแต่ละครั้งจะออกมาเป็นอย่างไร เป็นกระบวนการที่ที่ประชุมได้พูดคุยประเด็นที่หยิบยกขึ้นมา ได้ร่วมปรึกษาหารือ ทำความเข้าใจ โดยที่อาจมีข้อสรุปหรือไม่มีข้อสรุปก็เป็นได้

นอกจากนี้ การตัดสินใจของชาติสมาชิกบางครั้งอาจไม่ยึดกฎบัตรหรือหลักการใดๆ โดยเฉพาะหากการประชุมหรือการพูดคุยเจรจานั้นกระทำเป็นการลับ ผลลัพธ์ของการประชุมแต่ละครั้งขึ้นอยู่กับการเจรจาภายในที่ไม่เปิดเผยเนื้อหาการประชุม

6. พยายามหาทางออกด้วยสันติวิธี ไม่เผชิญหน้า

Noordin Sopiee ระบุวิถีอาเซียนความตอนหนึ่งว่า “ประกอบด้วยหลักแสวงหาข้อตกลงร่วม หลักความสมานฉันท์ หลักอ่อนไหวต่อความรู้สึกของอีกฝ่าย ใช้ความสุภาพ ไม่เผชิญหน้าและแสวงหาความร่วมมือที่เป็นไปได้”

Marga Ortigas เห็นว่า “วิถีอาเซียน คือ การไม่เผชิญหน้า แสดงออกร่วมกัน … และมักจะเก็บกวาดเรื่อง (ไม่ดี) ต่างๆ เก็บไว้ใต้พรม ข้อตกลงต่างๆ ต้องผ่านฉันทามติ ชาติสมาชิกทุกประเทศแสดงตัวในทางดี ทำให้อาเซียนดูดี รับแขกได้ตลอดเวลา และไม่ทำอะไรที่จะกลายเป็นข่าว (ร้าย)

หลักการที่พูดถึงสอดคล้องกับหลักสันติวิธี ไม่แก้ปัญหาด้วยการเผชิญหน้าใช้ความรุนแรง หลักสันติวิธีเป็นหนึ่งในหลักสำคัญที่อาเซียนยึดถือมาตลอดตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง

 

โดยสรุป “ลักษณะวิถีอาเซียน” ที่นำเสนอเป็นการสรุปแบบรวบย่อ เพื่อเป็นหลักคิดเบื้องต้นในการศึกษาทำความเข้าใจเรื่องราวของอาเซียนอย่างเป็นระบบอย่างมีหลักยึด

แต่ละลักษณะมีเนื้อหา รายละเอียดจำนวนมาก จะนำเสนอในโอกาสต่อไป

——————————

 

Share and Enjoy:
  • Facebook
  • Google Bookmarks
  • Twitter
  • Print

You must be logged in to post a comment.