0

การเรียกคืนเงินเดือนที่รับไปโดยไม่มีสิทธิ (ขาดราชการ)

การเรียกคืนเงินเดือนที่รับไปโดยไม่มีสิทธิ

*****************

          วันนี้มีเรื่องที่ควรรู้นำมาฝากสำหรับผู้ปฏิบัติงานด้านบุคคลและการเงิน ครับ   เมื่อข้าราชการหรือพนักงาน ละทิ้งหน้าที่ราชการโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรหรือหนีราชการ (ขาดราชการ)  มหาวิทยาลัยจะทำอย่างไร ต้องจ่ายเงินเดือนหรือค่าจ้างเต็มตามจำนวนหรือไม่   ที่นี่มีคำตอบครับ

         ในกรณีที่ข้าราชการ รวมถึงพนักงานมหาวิทยาลัย ละทิ้งหน้าที่ราชการโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรหรือหนีราชการ (ขาดราชการ)  ตาม พระราชกฤษฎีกาการจ่ายเงินเดือน เงินปี บำเหน็จ บำนาญและเงินอื่นในลักษณะเดียวกัน พ.ศ.2535 มาตรา 16  วรรหนึ่ง  บัญญัติไว้ “ข้าราชการที่ละทิ้งหน้าที่ราชการโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรหรือหนีราชการ ห้ามมิให้จ่ายเงินเดือนสำหรับวันที่ละทิ้งหน้าที่ราชการหรือหนีราชการ”  

         ดังนั้น ส่วนราชการโดยผู้เกี่ยวข้อง  เช่น  ฝ่ายบริหารงานบุคคลและการเงิน  ต้องเป็นผู้ตรวจสอบ  เพื่อประโยชน์ของทางราชการ  มิใช่ปล่อยทิ้งไว้จนทำให้ทางราชการเสียหาย  และอาจขาดอายุความในการเรียกคืนเงินเดือนหรือค่าจ้างที่รับไปโดยไม่มีสิทธิ   เมื่อเรียกคืนจากผู้รับไปโดยไม่มีสิทธิไม่ได้  จึงต้องมีผู้รับผิดชอบชดใช้เงินเดือนที่จ่ายไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายจำนวนนี้นั้นคืนแก่ทางราชการ (ละเมิด) ซึ่งวหนีไม่พ้นเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลและเจ้าหน้าที่การเงินที่เกี่ยวข้อง  รวมถึงผู้บังคับบัญชาครับ

ดังนั้น  เพื่อเป็นการศึกษาและเข้าใจในแนวทางดังกล่าว  จึงมีตัวอย่างกรณีที่เกิดขึ้นมาแล้วให้ท่านได้ศึกษา  เพื่อเป็นแนวทางในกาปฏิบัติราชการให้เกิดประโยชน์และมีประสิทธิภาพสูงสุด (กรุณาอ่านให้จบ)

1. เมื่อข้าราชการปฏิบัติราชการ ก็ย่อมได้รับ เงินเดือนเป็นค่าตอบแทนที่จ่ายจากเงิน งบประมาณรายจ่ายหมวดเงินเดือน หากว่าข้าราชการไม่มาปฏิบัติหน้าที่ราชการ โดยละทิ้งหน้าที่ราชการโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรหรือหนีราชการ ก็ห้ามมิให้จ่ายเงินเดือนสำหรับวันที่ละทิ้งหน้าที่ราชการหรือหนีราชการนั้น ตามที่พระราชกฤษฎีกาการจ่ายเงินเดือน เงินปี บำเหน็จ บำนาญและเงินอื่นในลักษณะเดียวกัน พ.ศ.2535 มาตรา 16 บัญญัติไว้

2. ปัญหาที่เกิดขึ้นก็เพราะว่า มีข้าราชการได้ละทิ้งหน้าที่ราชการไปติดต่อกันเป็นเวลาเกินกว่า 15 วัน แต่ทางราชการ ก็ยังเบิกจ่ายเงินเดือนโดยโอนเข้าบัญชีของ ผู้นั้นอีก จนกระทั่งทราบว่าผู้นั้นหนีราชการ ช่วงจะจ่ายเงิน ต่อมาทางราชการได้ออกคำสั่ง ลงโทษไล่ออกจากราชการย้อนหลังไปจนถึงวันที่ละทิ้งหน้าที่ราชการแล้วไม่กลับมาปฏิบัติหน้าที่ราชการอีกเลย กรณีจึงเป็นภาระของทางราชการที่จะต้องติดตามทวงถามเรียกเงินเดือนส่วนที่จ่ายเกินคืนจากข้าราชการ ที่ไม่มีสิทธิได้เงินเดือนจำนวนนั้นว่า จะต้องดำเนินการประการใด

3. ต่อมาทางราชการได้ส่งเรื่องให้สำนักงานอัยการสูงสุด พิจารณาดำเนินคดีทางแพ่งกับข้าราชการผู้นั้น เพื่อเรียกเงินเดือนที่รับไปโดยไม่มีสิทธิในระหว่างขาดราชการเมื่อ 11 กุมภาพันธ์ 2546 แต่สำนักงานอัยการจังหวัดแจ้งเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2548 ว่า คำสั่งที่ส่วนราชการสั่งให้คืนเงินเดือนที่รับไปโดยไม่มีสิทธิเป็นคำสั่งทางปกครองให้ส่วนราชการไปใช้สิทธิตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 หากจำเป็นต้องใช้สิทธิ ทางศาลแต่อย่างใดพร้อมอ้างคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 157/2546

4. แต่ส่วนราชการพิจารณาเห็นว่า คำสั่ง ศาลปกครองสูงสุดดังกล่าว เป็นเรื่องการดำเนินการตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 แต่กรณีนี้ เป็นการเรียกเงินคืนตาม ป.พ.พ. ในฐานะเจ้าหนี้จึงไม่สามารถนำมาปรับใช้กับเรื่องนี้ พร้อมกับมีความเห็นแย้งในเรื่องฐานะคดีต่อพนักงานอัยการพร้อมกับหารือปัญหาในประเด็นดังกล่าว ไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกาว่า การที่ทาง ราชการแจ้งให้ผู้รับเงินไปโดยไม่มีสิทธิเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ในการออกคำสั่งทางปกครอง หรือเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายในฐานะเจ้าหนี้ตาม ป.พ.พ. ลักษณะ 4 เรื่องลาภมิควรได้ และกรณีมีอายุความเท่าใด

5. คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) พิจารณาเรื่องนี้มีความเห็นโดยสรุปว่า ตามคำสั่งของทางราชการที่สั่งลงโทษไล่ออกจากราชการย้อนหลังไป ส่วนราชการจึงไม่ต้อง จ่ายเงินเดือนให้ระหว่างขาดราชการ  และผู้นั้นก็ไม่มีสิทธิได้รับเงินเดือนตามพระราชกฤษฎีกา การจ่ายเงินเดือนฯ การที่ทางราชการโอนเงินเดือน เข้าบัญชีธนาคารและข้าราชการผู้นั้น ถอนเงินจำนวนดังกล่าวออกจากบัญชี จึงเป็นการ ได้ไปโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมาย ได้ เข้าลักษณะ 4 ลาภมิควรได้ คำสั่งของทางราชการที่เรียกให้คืนเงินจำนวนนั้น จึงไม่ใช่ คำสั่งทางปกครอง ประกอบกับมาตรา 419 (ป.พ.พ.) บัญญัติห้ามมิให้ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่เวลาที่ฝ่ายผู้เสียหายรู้ว่าตนมีสิทธิเรียกคืน หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่ เวลาที่สิทธินั้นได้มีขึ้น ดังนั้นคดีนี้จึงขาด อายุความแล้ว (เรื่องเสร็จที่ 777/2548)

         6. คดีเรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์สำหรับ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ให้ระลึกถึงประโยชน์ของทางราชการด้วย มิใช่ปล่อยทิ้งไว้ จนขาดอายุความ ทำให้ทางราชการไม่อาจใช้สิทธิเรียกร้องเงินคืน ควรที่จะต้องมี ผู้รับผิดชอบ ชดใช้เงินเดือนที่จ่ายไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายจำนวนนี้ด้วย มิใช่ปล่อยให้ตกเป็นความเสียหายของราชการฝ่ายเดียวอย่างนี้

ที่มา  :  ขอบคุณ ข่าวการเมือง หนังสือพิมพ์แนวหน้า — อาทิตย์ที่ 18 ธันวาคม 2554 01:48:16 น.

Share and Enjoy:
  • Facebook
  • Google Bookmarks
  • Twitter
  • Print

You must be logged in to post a comment.