0

การให้คําปรึกษา

การให้คําปรึกษาเป็นศาสตร์และศิลป์แห่งการช่วยเหลือผู้ที่มีปัญหาให้เข้าใจ และมองปัญหาได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น อันจะนําไปสู่แนวทางการแก้ปัญหาได้อย่าง เหมาะสม การให้คําปรึกษาต้องอยู่บนพื้นฐานของความจริงใจ ความไววางใจ และ ความเอาใจใส ในการให้คําปรึกษา ผู้ให้คําปรึกษาต้องทําการวิเคราะห์ก่อนว่าปัญหาที่ เกิดขึ้นนั้นเป็นปัญหาอะไร เป็นปัญหาเกี่ยวกับความจริง  ปัญหาเกี่ยวกับอารมณ์ ปัญหา หรือปัญหาเกี่ยวกับผลประโยชน์ เพราะปัญหาแต่ละประเภทต้องใช้วิธีแก้ที่ ต่างกัน ศ.ดร.หลุย จําปาเทศ ได้เสนอทฤษฎีสมดุล (The Balance Theory) ซึ่ง ชี้ให้เห็นว่าพฤติกรรมของคนที่แสดงออกมานั้น ไม่ว่าจะเป็นทางบวกหรือลบ อาจจะมี สาเหตุมาจากด้านร่างกาย จิตใจ และสังคมประกอบกัน โดยภายใต้จิตใจจะมีกล่องจิต (Spirit) เป็นตัวควบคุม ซึ่งได้แก้สติอารมณ์ทัศนคติ และลักษณะโดยรวมของบุคคล (Characteristic)  ดังนั้น การที่ผู้ใต้บังคับบัญชาของเรามีพฤติกรรมที่แตกต่างไปจาก เดิมในบางครั้ง เมื่อพิจารณาถึงต้นเหตุที่แท้จริง อาจพบว่า สาเหตุของพฤติกรรมนั้นมา จากหลายปัจจัย เช่น ภาวะทางร่างกาย ปัญหาการปรับตัวเขากับสังคม หรืออาจมี ปัญหาเกี่ยวกับจิตใจ

การทํางานโดยปกตินั้นอาจจะเกิดปัญหาขึ้นได้  ไม่ว่าจะเป็นปัญหาระหว่าง เพื่อนร่วมงาน ระหว่างผู้บังคับบัญชากับผู้ ใต้บังคับบัญชา หรือปัญหาระหว่างหน่วยงาน ซึ่งปัญหาเหล่านี้อาจนํามาซึ่งความเครียด ความวิตกกังวลกับผู้ปฏิบัติงาน การให้ คําปรึกษา (Counseling) เป็นนอีกวิธีหนึ่งที่จะสามารถช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานเกิดความ สบายใจขึ้น  การให้คําปรึกษามีประโยชน์ ดังนี้

–ช่วยให้ผู้มารับคําปรึกษาได้มีโอกาสระบายความในใจ

–ช่วยให้ผู้มารับคําปรึกษาได้รู้จักตนเอง

–ช่วยให้ผู้มารับคําปรึกษาได้รู้จักรวบรวมข้อมูล

–ช่วยให้ผู้มารับคําปรึกษาเกิดการตัดสินใจด้วยตนเอง เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น

–ช่วยให้ผู้มารับคําปรึกษาเกิดการปรับตน เพราะในการปรับตน หรือปรับ พฤติกรรม ถ้าบุคคลนั้นไม่่่ให้ความร่วมมือก็จะเป็นไปได้ยาก

ปัญหามีอยู่ 3 ชนิดด้วยกัน ได้แก่ ปัญหาเกี่ยวกับความจริง ปัญหาเกี่ยวกับอารมณ์ และปัญหาเกี่ยวกับผลประโยชน

ทั้งนี้ การให้คําปรึกษาเป็นทักษะที่ต้องอาศัยประสบการณ์และการฝึกฝน โดยมีเทคนิคต่างๆ เป็นแนวทางที่สามารถนําไปปรับใช้ได้ เช่น

–เทคนิคการสร้างความสัมพันธ (Rapport) เริ่มต้นด้วยการทักทายอย่างเป็น มิตร เพื่อทําให้บรรยากาศผ่อนคลาย

–เทคนิคการถาม (Asking) เลือกใช้คําถามให้เหมาะกับบุคลิกภาพ ของคน

–เทคนิคการฟัง (Listening) ต้องตั้งใจฟังและใช้สายตาสังเกต เพื่อเข้าถึงอารมณ์ความรู้สึก และสิ่งที่ซ่อนอยู่ระหว่างคําพูดของผู้เลา

–การพูดให้ต่อเนื่องในเรื่องเดียวกัน (Verbal Tracking) ไม่ควรเปลี่ยนเรื่อง เร็วเกินไป และควรพูดให้จบเป็นเรื่องๆ ไป

–การให้คําแนะนําเชิงการปรึกษา (Counseling Suggest) เป็นการให้แนวทางและจูงใจให้ผู้รับคําปรึกษาคิดแก้ไขปัญหา  –เทคนิคการทวนคํา (Restatement) เพื่อช่วยให้ผู้รับคําปรึกษาทราบว่า ผู้ให้คําปรึกษาเขาใจเรื่องราวที่ผู้รับปรึกษาพูดมา –เทคนิคการเงียบ (Silence)ใช้การเงียบเพื่อรอฟังคําตอบจากคู่สนทนา และ เป็นการเปิดโอกาสให้คู่สนทนาได้คิดว่าจะตอบคําถามนั้นหรือไม่อย่างไร

–เทคนิคการตีความ (Interpretation) เป็นการอธิบายเพื่อให้เรื่องที่ผู้รับ คําปรึกษาพูดอยู่นั้นแจ่มชัดขึ้น

–เทคนิคการสะท้อนความรู้สึกและเนื้อหา (Feeling and Content Reflect) เป็นการแสดงให้ทราบว่าผู้ให้คําปรึกษาเข้าใจและมองเห็นปัญหา เช่นเดียวกับที่ผู้รับคําปรึกษากําลังมองอยู่ใช้ได้ทั้งภาษาพูดและภาษา ท่าทางโดยควรเน้นถึงความรู้สึกของผู้รับคําปรึกษามากกว่าทางด้านคําพูด

–เทคนิคการเสริมแรงทางบวก (Positive Reinforcement) เมื่อเห็นว่าคู่สนทนาสามารถแก้ปัญหาได้ดี ควรชมและให้กําลังใจ เพื่อทําให้พฤติกรรมที่เราปรารถนาเกิดขึ้นอีก

–เทคนิคการสรุป (Summarization) เมื่อการปรึกษาดําเนินมาได้ระยะหนึ่ง ผู้ให้คําปรึกษาต้องรู้จักสรุปเพื่อให้ไม่ยืดเยื้อ และรักษาประเด็นที่พูดคุย

Share and Enjoy:
  • Facebook
  • Google Bookmarks
  • Twitter
  • Print

You must be logged in to post a comment.