1

บริบทมนุษย์เงินเดือน

ถ้าคุณ…ยังคงดำรงชีวิตวนเวียนอยู่ในวัฎจักรชีวิตของมนุษย์เงินเดือน คุณควรอ่าน…

มนุษย์เงินเดือน คือ..“มนุษย์เงินเดือน” เป็นคนกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งของสังคมไทย เป็นคนที่มีศักยภาพสูง แต่หลายคนไม่ได้ดึง เอาศักยภาพที่มีอยู่มาใช้อย่างเต็มที่ ซึ่งแต่ละคนก็มีเหตุผลแตกต่างกันไป เช่น ทำมากไปก็ได้เงินเดือน เท่าเดิม ไม่มีโอกาสได้ใช้ศักยภาพที่มีอยู่เพราะข้อจำกัดของตำแหน่งหน้าที่ ทำมากทำน้อยเราก็ไม่ได้มีแต่นายจ้างเท่านั้นที่ได้นอกจากนี้มนุษย์เงินเดือนเกือบทุกคนอยากจะประสบความสำเร็จในชีวิตไม่ว่า จะเป็นชีวิตการทำงาน หรือชีวิตส่วนตัว บางคนพยายามดิ้นรนหาหนทางที่จะก้าวไปสู่เป้าหมาย บางคน โชคดีก็ไปถึงฝัน.. แต่อีกหลายคนที่ยังคงวนเวียนอยู่ในวัฎจักรของความฝันของตน ที่ยังไม่เป็นจริง..

มนุษย์เงินเดือนมืออาชีพ”มนุษย์เงินเดือน” อาชีพนี้ดีอย่างไร? .. 
ได้รับรายได้แน่นอนเท่ากันทุกเดือน 
ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ โดยไม่ต้องลงทุนเอง 
มีสังคมกว้าง ทันโลกทันเหตุการณ์ 
มีสวัสดิการดีกว่าคนทำกิจการส่วนตัว 
ไม่มีล้มละลาย… 
ทำงานเพียงหน้าที่ที่รับผิดชอบ 
เบื่อเมื่อไร เปลี่ยนได้ทันที 
มีวันหยุดเยอะ แถมหยุดแล้วได้เงินอีก

ข้อคิดสำหรับชีวิตการเป็นลูกจ้าง 
ต้องเข้าใจบทบาทในหน้าที่นั้นอย่างถ่องแท้ 
ต้องปรับอารมณ์ให้เข้ากับบทบาทของงานในตำแหน่งที่ได้รับมอบหมาย 
ต้องพร้อมที่จะซ้อมบทบาทใหม่อยู่ตลอดเวลา 
ต้องคิดว่า “ทุกครั้งที่ทำเต็มที่ เราได้มากกว่าองค์กร” 
ต้องมีจรรยาบรรณ 
ต้องไม่เอาผลตอบแทนเป็นตัวนำ เพราะจะทำให้บทบาทการแสดงเปลี่ยนไป

มนุษย์เงินเดือนมือใหม่ ควรจะปรับตัวอย่างไร ? 
เปิดการทักทายกับทุกคน 
จดจำบุคคลสำคัญในองค์กรให้ได้ 
เรียนลัดจากคนเก่าและเอกสาร 
อย่าคบคนเพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเพียงกลุ่มเดียว 
ฟังและถามให้มากกว่าพูด 
เก็บข้อมูลโดยการจดบันทึก 
เข้าร่วมกิจกรรมให้มากที่สุด 
อย่าเพิ่งแสดงความคิดเห็นในเชิงลบ

เทคนิคการเปลี่ยนแนวคิดให้เป็นบวก 
คิดเข้าข้างตัวเอง.. 
คบเพื่อนคิดบวก.. 
คิดถึงสิ่งที่แย่กว่า.. 
คิดว่าโอกาสที่มีคุณค่าคือจุดเล็กๆ ที่คนทั่วไปมองข้าม 
สรุป : การคิดบวกถือเป็นพื้นฐานที่สำคัญสำหรับคนที่อยากจะเป็น “มนุษย์เงินเดือนมืออาชีพ” คนคิดลบเปรียบเสมือนถังขยะที่เก็บแต่สิ่งที่ไร้ค่าในขณะที่…คนคิดบวกเปรียบเสมือนคลังสมบัติที่เก็บแต่สิ่งที่ล้ำค่า จงทำงานให้มากกว่าเงินเดือน

เหตุผลสำคัญที่สนับสนุนแนวคิดนี้ คือ 
ทำมาก…ได้ประสบการณ์มาก 
ทำมาก… ได้สร้างผลงานให้ปรากฏ 
ทำมาก…มีโอกาสเป็นบุคคลสำคัญขององค์กรมาก 
ทำมาก…สบายในภายหลัง

เส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพ
ความก้าวหน้าในอาชีพของ “มนุษย์เงินเดือน” มักจะถูกกำหนดโดยองค์กร หรือเรียกว่าระบบ “เส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพ” การเติบโตในเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพจะขึ้นอยู่กับปัจจัย 2 อย่าง คือ 
1.ปัจจัยภายใน คือความพร้อมของตัวเราเอง 
2. ปัจจัยภายนอก คือสถานการณ์ที่เอื้อหรือไม่เอื้อต่อการเติบโต

เทคนิคการพัฒนา “ลูกน้อง” ให้เป็น “หัวหน้า” 
ฝึกให้ลูกน้องคิดแทนหัวหน้าก่อนที่หัวหน้าจะคิดทำ 
ให้โอกาสลูกน้องได้เป็นหัวหน้า (โดยการมอบหมายงานให้ทำ)
ร่วมกับลูกน้องกำหนดเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพ 
พัฒนาลูกน้องตามความถนัดและเหมาะสม

เทคนิคการทำงานกับผู้บริหารหัวก้าวหน้า 
ป้อนข้อมูลใหม่ๆ ให้ผู้บริหารได้มีโอกาสเลือก 
คิดและเตรียมสิ่งใหม่ๆ ไว้ล่วงหน้า 
อย่าเสี่ยง !! เถียงกับผู้บริหารในขณะที่กำลังร้อนวิชา 
จงลองทำเองก่อนและค่อยใช้คนนอกมาช่วย

การบริหารชีวิตในระหว่างเดินทางอยู่บนถนน สายอาชีพลูกจ้าง 
มองไปข้างหน้าให้มากกว่ายึดอยู่กับอดีตและติดอยู่กับปัจจุบันคิดเสียว่าไม่มีใครอยู่กับเราตลอดชีวิต 
ไม่มีมิตรและศัตรูที่ถาวรในที่ทำงาน 
ทุกคนเป็นคนดี แต่เส้นทางเดินอาจจะทับกันบ้าง 
คิดว่าเราเพิ่งรู้จักทุกคนในทุกวัน

ลด ละ เลิก ค่านิยม “ใช้ก่อนผ่อนทีหลัง”
สาเหตุสำคัญที่ทำให้ค่านิยม“ใช้ก่อนผ่อนทีหลัง” 
เกิดขึ้นมากในสังคมไทย มีอยู่ 2 ประการ คือ 
1. คนไทยชอบเห่อ หรืออยากได้อยากมี 
2. ผู้ทำธุรกิจปล่อยเงินกู้หรือขายสินค้าออกโฆษณาล่อใจเหลือเกิน (เจอโฆษณาแบบนี้ ร้อยทั้งร้อยก็ไม่รอด จอดป้ายเงินผ่อนทุกราย)

ข้อควรพิจารณาก่อนจะผ่อนอะไร 
สิ่งที่ผ่อนเป็นภาระหรือการลงทุนจำเป็นต่อชีวิตหรือไม่ 
มีเงินพอหรือไม่ (หักจากส่วนที่ต้องส่งเงินผ่อนแล้วเหลือพอในการดำรงชีวิตหรือเปล่า?)
การวางแผนการเก็บเงิน
เทคนิคง่ายๆ คือ “หลัก 3 บัญชี” โดยให้เปิดบัญชี 3 บัญชี ดังนี้
บัญชีที่ 1คือบัญชีที่เงินเดือนเข้าไว้กดเอทีเอ็มสำหรับค่าใช้จ่ายแต่ละเดือน 
บัญชีที่ 2 คือบัญชีเงินออมเพื่อฉุกเฉิน เร่งด่วน(อาจจะเป็นออมทรัพย์ก็ได้) 
บัญชีที่ 3 คือบัญชีเงินออมเพื่อออกจากงาน หรือออมเพื่ออนาคต

จรรยาบรรณประจำตำแหน่งมนุษย์เงินเดือน 
จงตระหนักว่าบทบาทและหน้าที่ของเราคืออะไร 
จงพอใจในผลประโยชน์ที่ได้รับ 
จงคิดว่ามลทินในชีวิตไม่มีน้ำยาอะไรลบออกได้ 
จงคิดว่าถ้าบริษัทเป็นของเรา เราจะทำหรือไม่ 
จงชมตัวเองทุกครั้งที่รักษาจรรยาบรรณไว้ได้ 
จงสอนตัวเองโดยผ่านการสอนคนอื่น 
อย่าเห็นแก่ประโยชน์แม้เพียงเล็กน้อย 
อย่าทำเพราะคนอื่นเขาทำกัน 
อย่าคิดว่าทำแล้วไม่มีใครรู้ใครเห็น

เทคนิคการทำงานอย่างมีความสุข 
การรักงานที่ทำอยู่ คือประตูสู่การทำงานที่เรารัก 
เปลี่ยนปัญหาให้เป็นความท้าทาย 
อย่าเปิดช่องว่างให้ความเบื่อเข้ามาแทรก 
อย่าระบายอารมณ์ลงที่งาน

หาเงินเพื่อใช้ในการเกษียน
ถ้ารายการค่าใช้จ่ายของเราโดยปกติ มีดังนี้…
เช้า : กาแฟ ขนมปัง มาม่า น้ำผลไม้ 10+5+5+10 = 30 บาท
กลางวัน : ข้าวผัดกระเพราไข่ดาว ผลไม้ น้ำดื่ม 30+10+5 = 45 บาท 
เย็น: ข้าวไข่เจียวหมูสับ แกงจืด 15+20 = 35 บาท 
ค่าใช้จ่ายประจำวันเบ็ดเตล็ด = 60 บาท 
รวมค่าใช้จ่ายต่อหนึ่งวันเท่ากับ 30+45+35+60 = 170 บาท 
จำนวนวันทั้งหมด ตั้งแต่อายุ 56 (หลังเกษียณ) ถึง 80=25 ปีคูณ 365 วัน = 9,125 วัน
ดังนั้นเงินที่จำเป็น ต้องใช้เพื่อประทังชีวิตอยู่ขั้นต่ำเท่ากับ 9,125 คูณ 170 = 1,551,250 บาท เงินจำนวนนี้ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายที่สำคัญอื่นๆ เช่น ค่ารถ ค่าซ่อมรถ ค่าผ่อนบ้าน ค่าซ่อมบ้าน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าเสื้อผ้า ฯลฯ และที่สำคัญที่สุดคือ ค่ารักษาพยาบาลสำหรับตัวเอง และครอบครัว (ถ้ามี)
แล้วคุณคิดว่าตอนคุณอายุ 55 คุณมีเงินเก็บขั้นต่ำ หนึ่งล้านห้าแสนบาทหรือยัง?

คำคม..คำคน.. 
1)“จงภูมิใจกับสิ่งที่ท่านเป็นอยู่ มีอยู่ ได้อยู่มากกว่าถามหาสิ่งที่ยังไม่เป็น ยังไม่มี หรือยังไม่ได้” 
2)“คนที่มีแผนที่เดินทางย่อมไปถึงเป้าหมายได้ดีกว่าและเร็วกว่าคนที่ไม่มีแผนที่นำทางอย่างแน่นอน” 
3)“ไม่มีความทุกข์ใดจะหนักและหนาเท่ากับการผ่อนหนี้ที่ก่อขึ้นมาจากความโลภและไม่ประมาณตนเอง” 
4)“แบ่งหัวใจให้เรื่องสำคัญก่อนความสุขในการทำงานไม่ต้องหาจากที่ไหนมันอยู่ที่ใจของเราเอง” 
5)“ความเจ็บปวดช่วยสร้างคุณค่าของการมีชีวิตเป็นปกติฉันใดการขัดแย้งกันบ้าง จะช่วยสร้างคุณค่าของความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันฉันนั้น”
Share and Enjoy:
  • Facebook
  • Google Bookmarks
  • Twitter
  • Print
  1. อัปสร ศรีจันลี พูดว่า:

    เทคนิคทุกข้อสำคัญมาก ควรอ่าน ยิ่งเทคนิค “มนุษย์เงินเดือนมือใหม่ ควรจะปรับตัวอย่างไร ?” ยิ่งต้องอ่าน เพราะเป็นที่มาของความสำเร็จเกือบทุกเทคนิค

You must be logged in to post a comment.