1

การวางผังและออกแบบสถานที่สาธารณะ เพื่อการรักษาสภาพแวดล้อมอย่างยั่งยืน

การวางผัง เป็นเรื่องเกี่ยวกับการบริหารจัดการด้านการใช้ประโยชน์ที่ดีให้เกิดประโยชน์ นำไปสู่การพัฒนาอย่างสมดุลทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งการวางผังจะนำมาสู่การบริหารจัดการเพื่อนำไปสู่่การใช้ประโยชน์ของพื้นที่สูงสุด ดังนั้นการวางผัง การพัฒนา จึงเป็นกระบวนการหนึ่งที่ต้องดำเนินควบคู่กับไป โดยการพัฒนานั้นจะต้องนำไปสู่ความยั่งยืน ที่ตอบสนองความต้องการของคนในยุคปัจจุบันและไม่ส่งผลกระทบหรือลดถอนประโยชน์ของคนในยุคอนาคต การวางผังและการออกแบบ จึงมีส่วนสำคัญที่จะนำมาสู่การสร้างพื้นที่และการออกแบบที่เกิดคุณค่าอย่างแท้จริง ซึ่งบคความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนเพื่อนำไปสู่การพัฒนาพื้นที่

บทความด้าน “การวางผังและออกแบบสถานที่สาธารณะตามเกณฑ์ Smart Growth” โดย อ.ฐาปนา บุณยประวิตร

 

บทความดีๆ ที่มีประโยชน์มากมาย ของ ผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการผังเมือง อ.ฐาปนา บุณยประวิตร บน Facebook http://www.facebook.com/SmartGrowthThailand  ที่เขียนเกี่ยวกับเรื่อง การวางผังเมืองพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืนตามแนวทางการเติบโตอย่างชาญฉลาด (Smart Growth) ซึ่งผมนำมาตั้งชื่อ Blog ผมอีกบล็อกหนึ่งครับ เพราะตั้งใจจะนำข้อคิด ข้อเขียนของอาจารย์ทั้งจากใน Facebook ของอาจารย์ และในเว็บไซต์ของอาจารย์ http://asiamuseum.co.th/  มานำเสนอเท่าที่จะเป็นไปได้ ความจริงหลายเรื่องที่อาจารย์เขียน โดยนำข้อมูลจากเว็บไซต์ต่างประเทศ ที่เป็นตัวอย่างที่ดีมากๆ หลาย Case Study ครับ เพราะส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องราวที่ดีๆ เกี่ยวกับผังเมืองในอนาคต ที่ก่อประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างมหาศาล และแน่นอนทีเดียวหลายอย่าง ก็สามารถประยุกต์มาใช้ในประเทศไทยได้แน่นอน

 

เข้าสู่บทความ โดย อ.ฐาปนา บุณยประวิตร ผู้เชี่ยวชาญ และนักวิชาการด้านผังเมือง

การสร้างสถานที่ตามเกณฑ์การเติบโตอย่างชาญฉลาดหรือ Smart Growth นั้นได้รับการต่อยอดและนำลงสู่การปฏิบัติจากหลายองค์กร แต่ที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติมากที่สุดได้แก่กลุ่ม Project for Public Spaces หรือ PPS ซึ่งได้ใช้แนวคิด Placemaking เป็นธงนำในการดำเนินงาน  โดยโปรแกรมดังกล่าวได้รวบรวมเทคนิควิธีด้านผังเมืองและด้านสถาปัตยกรรมผังเมืองหลายๆ อย่างรวมกัน และใช้กลยุทธ์การสร้างเสริมความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเป็นเครื่องช่วยให้เกิดความสำเร็จในการนำลงสู่การปฏิบัติ ความโดดเด่นและความสำเร็จในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมาได้ทำให้ Placemaking แปรสภาพเป็นแนวคิดหลักสำหรับการสร้างพื้นที่เมืองและสถานที่สาธารณะที่โดดเด่นที่สุดในขณะนี้

 

การสร้างสถานที่ตามแนวทางของ Placemaking ประกอบด้วย  4 เกณฑ์ได้แก่ 

1.การข้าถึงและการเชื่อมต่อ (Access & Linkage)

2.ภาพลักษณ์สถานที่และความสะดวกสบาย (Comfort & Image)

3.กิจกรรมการใช้ประโยชน์สถานที่ (Uses & Activities)

4.การใช้สถานที่เพื่อสร้างความสัมพันธ์ของผู้คน (Sociability)

 

 

1.1 Access & Linkages

- ความสามารถในการมองเห็นในมุมมองแนวตั้งและแนวราบ

- ความสามารถในการเข้าถึงด้วยทางเดิน ทางจักรยาน และระบบขนส่งมวลชน

- ความพร้อมด้านสภาพแวดล้อมของเส้นทางเข้าถึง เช่น ร้านค้า และหน่วยบริการเมือง

- ความปลอดภัยและความสะดวกในการเข้าถึง

- ความสามารถในการเชื่อมโยงทางกายภาพกับย่านพาณิชยกรรม ย่านที่อยู่อาศัย และหน่วยบริการเมือง

- การใช้แนวเส้นทางสีเขียว (Greenway) ในการเชื่อมต่อ

 

1.2 Comfort & Image

- ความสะดวกสบายของสถานที่ที่ไม่ต้องพึ่งพาการบริการ

- ความรับรู้ภาพลักษณ์ด้านความสะอาด ความปลอดภัย และความอบอุ่นของสถานที่

- ความสะดวกในการเลือกบริเวณที่นั่งพักผ่อนและนันทนาการ

- สตรีและคนชราเลือกให้เป็นสถานที่สำหรับนันทนาการ

 

1.3 Uses & Activities

- ใช้กิจกรรมในการสร้างสรรค์สถานที่

- ใช้กิจกรรมในการดึงดูดให้ผู้คนใช้และหวนกลับมาใช้สถานที่

- สถานที่หากเว้นว่างการใช้งานมากแสดงถึงความผิดปกติของการจัดการกิจกรรมการใช้ประโยชน์

- สร้างความสมดุลของพื้นที่ใช้สอยแบบรวม และแยกผู้ชาย และผู้หญิง แต่ให้เน้นการจัดการพื้นที่ผู้หญิงเป็นหลัก

- สร้างพื้นที่ที่เหมาะกับประชาชรทุกระดับอายุ โดยให้ความสำคัญกับผู้ชราและเด็ก

- สร้างพื้นที่ที่ใช้ได้ตลอดทั้งวัน

- สร้างพื้นที่ให้ผู้คนใช้ประโยชน์แบบกลุ่มมากว่าใช้ประโยชน์เป็นรายปัจเจก

- สร้างสถานที่ที่ง่ายและสะดวกในการบริหารจัดการ

 

1.4 Sociability

- ใช้สถานที่ในการสร้างโอกาสการรู้จักมักคุ้น และการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีของประชาชน

- ใช้สถานที่เพื่อก่อให้เกิดความสำนึกรักในถิ่นที่พักและสร้างความผูกพันธ์ระหว่างประชาชนกับสถานที่

- ใช้สถานที่และกิจกรรมเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และองค์ความรู้ของประชาชนทุกระดับอาชีพ

- ใช้สถานที่สร้างภาพลักษณ์ที่ดีของชุมชนและเมือง

 

สำหรับกรอบคิดในการออกแบบสถานที่สาธารณะ ประกอบด้วย 7 ปัจจัยได้แก่

 

1.1 Place to Sit

การสร้างที่นั่งพักผ่อน  และเฟอร์นิเจอร์ภูมิทัศน์ให้กระจายทั่วพื้นที่เมืองซึ่งประชาชนสามารถใช้ประโยชน์ได้ตลอดทั้งวันและทุกฤดูกาล

 

 

1.2 Playgrounds to Enjoy

สร้างสนามเด็กเล่นและที่พักผ่อนหย่อนใจสำหรับทุกชุมชนที่ประชาชนสามารถเดินถึงได้  โดยสนามดังกล่าวต้องได้รับการออกแบบให้งดงาม คงความเป็นธรรมชาติ สะดวก และปลอดภัย

 

 

1.3 Art to Touch

สร้างสถานที่ที่ออกแบบปรับปรุงให้ผสมผสานแนวคิดด้านศิลปะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงาน Street art และศูนย์ศิลปะขนาดเล็กที่ประชาชนทุกระดับง่ายในการเข้าใช้บริการ

 

 

1.4 Music to Hear

การใช้เสียงเพลงและการละเล่นพื้นถิ่นเสริมศักยภาพการใช้พื้นที่ให้เกิดความสมบูรณ์

 

 

1.5 Food to Eat

การสร้างนโยบายกระจายอาหารท้องถิ่น และ Food Court ลักษณะชั่วคราวตามฤดูกาลหรือถาวรในพื้นที่บริการของสถานที่

 

 

1.6 History to Experience

การสร้างพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ หรือพิพิธภัณฑ์พื้นถิ่นขนาดเล็กแบบ interactive ในพื้นที่สาธารณะเพื่อสร้างประสบการณ์ร่วมของสมาชิกภายในชุมชน

 

 

 

 

1.7 People to Meet

การสร้างพื้นที่พบปะแบบไม่เป็นทางการในพื้นที่สาธารณะ เช่น  เฟอร์นิเจอร์โซฟาขนาดใหญ่ในภูมิทัศน์  ร้านกาแฟขนาดเล็ก ห้องสมุดหรือลานกีฬาขนาดเล็ก

 

 

Share and Enjoy:
  • Facebook
  • Google Bookmarks
  • Twitter
  • Print
  1. forrainn พูดว่า:

    เห็นด้วยเลยค่ะกับการทำอะไรหรือสร้างสิ่งก่อสร้างมาจะต้องคำนึกถึงวัตถุประสงคืหลักให้ประกอบกับการรักษาสภาพความเป็นธรรมชาติ ให้คงอยู่คู่กับสิ่งที่สร้างมาใหม่ และให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงค่ะ

You must be logged in to post a comment.