0

ค่านิยมที่คนไทยควรเปลี่ยน

เมืองไทยเป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมที่สวยสดงดงาม เป็นสยามเมืองยิ้มที่มีอารยธรรมที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ มีขนบธรรมเนียมประเพณีและค่านิยมที่ดีงาม เราต่างก็เยินยอบอกต่อและอนุรักษ์ไว้ ซึ่งนั่นก็เป็นสิ่งดี แต่มีค่านิยมเล็กๆน้อยหลายอย่างที่เรามองข้ามไปว่าเราควรจะทำให้มันดีขึ้นกว่าเดิม ปฏิเสธไม่ได้ว่าในปัจจุบันคนไทยมีวิถีชีวิตที่ถูก Westernized มากขึ้น สังคมที่เคยอยู่อย่างเรียบง่ายและสันโดษ กำลังก้าวเข้าสู่สังคมยุคทุนนิยมและวัตถุนิยม เราต่างๆก็ก้มหน้าก้มตาทำมาหากินเพื่อให้ได้มีพื้นที่ยืนในสังคม จนละเลยหลงลืมบางสิ่งบางอย่าง การตามวัฒนธรรมตะวันตกนั้นก็มีข้อดีอยู่หลายอย่าง แต่ทางที่ดีเราไม่ควรพยายามตามเค้าเพียงเปลือกนอก แต่ควรจะนำสิ่งดีๆที่มีคุณค่าต่อตนเองและสังคมมาเป็นแบบอย่างแนวทางในการดำเนินชีวิตมากกว่าแค่เรื่องวัตถุนิยมแค่เปลือกๆ

ความคิดเห็นต่อไปนี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน อาจจะไม่ใช่ความจริง 100 เปอร์เซ็นต์และอาจจะไม่ได้หมายถึงคนไทยทุกคน แต่เป็นเพียงข้อคิดเห็นที่ได้มาจากการสังเกตุและประสบด้วยตนเอง

โดยไม่ได้มีเจตนาติเตียนใครหรือคนไทยโดยรวม เพียงแต่อยากนำมาแชร์กันเพราะผู้เขียนเห็นว่าเราสามารถทำสังคมของเราให้น่าอยู่กว่านี้ได้ เราต่างก็สามารถทำมันให้ดีกว่านี้ได้

  • คนไทยเชื่อเรื่องโชคลาง เชื่อในไสยศาสตร์มาตั้งแต่ดั้งเดิมในอดีต เราเชื่อในสิ่งเหนือธรรมชาติมากกว่าเหตุผล แม้เศรษฐกิจเทคโนโลยีของโลกและประเทศเราจะไปไกลขนาดไหน เราถอยรถยนต์คันหรูมาเป็นราคาหลักล้านแพงแสนแพงแค่ไหน แต่ก็ไม่วายต้องดิ้นรนไขว่คว้าให้ได้มาซึ่งเลขทะเบียนรถสวยๆ หลายคนทุ่มเงินเป็นล้าน เพื่อให้ได้มาซึ่งเลขทะเบียนสวยๆ เพราะเชื่อว่ามันเป็นเลขดี เลข 9 มันโชคดีที่บังเอิญเสียงไปพ้องกับคำว่า “ก้าว”หน้า นั่นเอง …หลายคนอ้างว่าเค้ายอมจ่ายเงินจำนวนนั้นประมูลเลขทะเบียนสวยมาเพื่อความสุขทางใจ แต่เรามองว่า ถ้าเราเอาเงินจำนวนนั้นไปบริจาคช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส อาจจะนำมาซึ่งความสุขทางใจได้มากกว่าหรือเปล่า…แต่ก็นั่นแหละนะ จะพยายามท่องไว้ว่า นานาจิตตัง
  • คนไทยไม่ชอบการเดินเอามากๆ เราจะพยายามทุกวิถีทางเพื่อให้ไม่ต้องได้เสียแรงเดินกัน เวลาจะไปทำธุระที่ไหน เราจะแทบจะจอดรถกันที่นั่น จะไปกินข้าวที่ร้านไหน เราจะต้องพยายามอย่างหนักหนาสาหัสเพื่อเอารถของเราเสียบเข้าไปตรงที่จอดหน้าร้านให้ได้ ยิ่งจอดให้ได้ใกล้กับหน้าร้านที่สุดเท่าไหร่ เรายิ่งดูเหมือนเป็นผู้ชนะเท่านั้น ทั้งที่มีที่จอดเหลืออยู่อีกเยอะแยะ แค่ถัดไปอีกนิดเดียวเอง อย่าแย่งกันจอดขนาดนั้นเลยค่ะ เดินบ้างก็ได้….อย่างน้อยเราก็ได้ออกกำลังกายกัน
  • คนไทยไม่กลัวตาย ดังคำกล่าวที่ว่า “ทำอะไรตามใจคือไทยแท้”…เราไม่เคยห่วงว่าจะต้องหยุดตรงป้ายหยุด (STOP) ตรงทางแยกเวลาจอดรถ ที่ประเทศที่เค้าเจริญแล้วเค้าจะปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด เช่น หยุดตรงป้าย STOP ทุกครั้ง ถึงแม้ว่าจะไม่มีรถตรงแยกนั้นเลยก็ตาม ….เค้าห่วงค่ะ ห่วงว่าเค้าจะชนคนอื่น หรือกลัวว่าตนเองจะโดนคนอื่นชน หรือกลัวว่าจะเป็นสาเหตุให้รถคนอื่นชนกัน…ที่บ้านเราขับรถ/ขี่รถ ใครอยากไปก็ไป ใครอยากหยุดก็หยุด น้ำใจหายากค่ะบนท้องถนน คนเดินทางเท้าต้องระวังตัวเองเอง จะข้ามถนนก็รอไปเถอะค่ะจนกว่ารถจะหมดถนน หายากค่ะที่รถจะจอดให้คนเดินข้ามถนนเหมือนในต่างประเทศ…มีน้ำใจให้กันบ้าง แล้วเราจะได้เลิกเป็นคนช่างบ่นกันเวลาขับรถค่ะ
  • คนไทยเป็นคนชอบตามแทรนด์ เห็นอันไหนกำลัง in trend กำลังมาแรง ก็เห่อตามกันไปค่ะ แทบจะหาความเป็นตัวของตัวเองไม่ได้…ยกตัวอย่างเช่น แฟชั่น บางอย่างไม่ได้เข้ากับเราเลย ไม่ได้เป็นตัวเราเลย แต่เราก็ไปทำตามๆเค้าไป เพราะเชื่อว่ามันเป็นสิ่งที่ทุกคนทำกัน มันย่อมดีแล้วเสมอ….เราน่าจะหันมาคุยกับตัวเองมากขึ้นนะคะ แล้วถามตัวเองว่าตัวตนที่แท้จริงของเรานั้นเป็นอย่างไร…เราอาจจจะพบคำตอบว่า เราอยากจะเดินทางไปพิชิตยอดเขาเอเวอร์เรสต์มากกว่าอยากจะไปเที่ยวถ่ายรูปที่ปาลิโอก็เป็นได้
  • คนไทยเราชอบอะไรที่ฉาบฉวยค่ะ อย่างเช่นเรื่องรถเรื่องบ้าน เราจะหวงมาก รถเราซื้อมาขับนะคะ หน้าที่ของมันคือเป็นยานพาหนะทำหน้าที่พาเราไปให้ถึงที่หมาย แต่เรามักมองว่าหน้าที่มันคือตัวบ่งบอกฐานะทางสังคม หน้าตาทางสังคมของเราขึ้นอยู่กับราคาของรถและขนาดของบ้าน ซึ่งอาจจะจริงบางนะคะ แต่เราวัตถุนิยมกันมากเกินไปหรือเปล่าคะ ….เราต้องจอดรถในที่ร่มเท่านั้น ต่อให้ต้องไปแย่งที่จอดกับคนอื่น ต่อให้ต้องไปจอดขวางรถคนอื่นก็ไม่เป็นไร เพราะแลกกับสีรถของเราแล้วไม่เป็นไร และถ้ารถเราขูดเป็นรอยนิดเดียว บางคนเดือดร้อนมากจนต้องยอมไปกู้เงินมาทำสีรถใหม่ ซึ่งแตกต่างจากคนในประเทศที่เค้าเจริญแล้วที่เค้าจะไม่ห่วงเรื่องพวกเล็กน้อยพวกนี้เพราะว่ามันไม่ใช่สาระสำคัญอะไร แต่จะใส่ใจกับเรื่องความปลอดภัยของรถมากกว่า
  • เราคอรัปชั่นกันตั้งแต่เด็กจนโตค่ะ จะเอาลูกเข้าโรงเรียนอนุบาลประถม บางทีก็ต้องเสียเงินฝากลูกเข้าโรงเรียนดีๆ เพราะหวังว่าโรงเรียนจะเลี้ยงลูกของเราให้เป็นคนดีได้ จนเราลืมว่ามันเป็นหน้าที่ของเรา ไม่ละเลยที่จะทำเพราะเรามัวแต่ใช้เวลาไปกับการต้องหาเงินมาเสียเงินฝากลูกเข้าโรงเรียนนี่แหละค่ะ พอลูกเรียนจบมหาวิทยาลัย จะหางานทำ ก็ต้องให้พ่อกับแม่ไปฝากให้กับคนรู้จักของคนรู้จักของคนรู้จักอีกต่อหนึ่ง และการจ่ายเงินฝากลูกเข้าทำงานเป็นเรื่องปรกติ กว่าจะได้ทุนคืนก็เลยต้องทำงานไปโกงเงินขององค์กรไป มันถึงจะคุ้มทุน ทำงานไปซักพักอยากจะโยกย้ายก็ต้องจ่ายเงินใต้โต๊ะอีก มันเป็นวงจรอย่างนี้ไปเรื่อยๆค่ะ น่าเห็นใจเด็กๆที่จะต้องโตขึ้นมาในสังคมคอรัปชั่นนะคะ อย่าปล่อยให้เรื่องการโกงเป็นเรื่องปรกติที่เราจะชินไปเองเลยค่ะ
  • คนไทยใช้ Social Media ในการมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นเยอะมาก เราคุยกันทาง Facebook มากจนลืมใช้ชีวิตอยู่บนโลกของความเป็นจริง มากจนลืมว่าบทสนทนาที่แท้จริงเกิดจากการคุยกันไปสบตากันไป บางคนสร้างตัวตนจอมปลอมของตนเองขึ้นมาบนโลกสังคมออนไลน์เพื่อให้คนอื่นตามชื่นชม บางคนด่าทอบนสื่อออนไลน์จนเป็นเรื่องปกติ ใช้คำหยาบคายบน Social Network แล้วก็อ้างว่ามันเป็นพื้นที่ส่วนตัว มันเป็นพื้นที่ส่วนตัวตรงไหนกันในเมื่อชื่อมันก็บอกว่าเป็น“เครือข่ายสังคม”ออนไลน์…อยากให้ทุกคนใส่ใจกันมากกว่านี้ค่ะ อย่าหันหน้าไปคุยกับมือถือกับคอมพิวเตอร์ให้มากกว่าคนที่อยู่ข้างๆคุณเลยค่ะ หรือถ้ามีปัญหาอะไรกันเราก็น่าจะเปิดใจคุยกันดีๆ…แทนที่จะไปต่อว่าด่าทอกันลับหลังบนสื่อที่มีคนบริโภคหลายล้านคนบนโลก
  • และอื่นๆอีกมากมายค่ะ

ถ้าเราคนไทยทุกคนลองหันมาใช้ชีวิตอย่างมีเกียรติมากขึ้น สังคมไทยคงจะน่าอยู่มากขึ้นกว่านี้แน่นอนค่ะ..ขอบคุณค่ะ

ผู้เขียน: ธารทิพย์ แก้วทะชาติ, นักวิเทศสัมพันธ์

Share and Enjoy:
  • Facebook
  • Google Bookmarks
  • Twitter
  • Print

You must be logged in to post a comment.