0

เราได้อะไรจากงานศพ

เห็นหน้ากันเมื่อเช้า สายตาย
สายอยู่สุขสบาย บ่ายม้วย
บ่ายยังรื่นเริงกาย เย็นดับ ชีพนา
เย็นอยู่หยอกลูกด้วย ค่ำม้วย ดับสูญ



ภาพจาก Web Site
http://www.paitamboon.com/shop/img/boud/death-talapad-b1.jpg
ข้อมูลภาพ ณ วันที่ 22-7-56


          กุสะลา ธัมมา, อะกุสะลา ธัมมา, อัพ๎ยากะตา ธัมมา บทสวดนี้เรียกว่า พระอภิธรรม พระอภิธรรมนี้ถือเป็นหลักธรรมชั้นสูงในพระพุทธ
ศาสนา โดยในครั้งพุทธกาล สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อครั้งเสด็จไปโปรดพุทธมารดา ได้ยกพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์เพื่อตอบแทนพระคุณของ
มารดา
          ปัจจุบันพระสงฆ์จึงใช้ธรรมะหมวดอภิธรรม เป็นบทสวดเนื่องในการสวดอภิธรรมศพ โดยทางญาติของผู้ตายได้นิมนต์พระมาสวดเพื่อเป็นการ
อุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้วายชนม์ ความหมายของพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ที่พระสวดนั้นจะสอนคนที่มาร่วมงานศพ เหตุเพราะพระสวดเป็นภาษาบาลี จึง
ทำให้คนส่วนมากไม่เข้าใจในความหมายของบทสวด และคิดว่าพระท่านมาสวดให้กับศพ ทำให้ไม่เข้าใจในความหมายที่แท้จริง

          มีผู้กล่าวว่าการไปงานศพนั้นได้อานิสงส์ คือ
                 ๑. ได้ระลึกคุณความดีของผู้ตาย
                 ๒. ได้เห็นใจท่านเจ้าภาพ
                 ๓. ได้ซึมทราบสัจธรรม

          ๑. ได้ระลึกคุณความดีของผู้ตาย นับเป็นโอกาสสุดท้ายแล้ว โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ไม่ใช่ญาติสนิทที่จะระลึกถึงความดีของผู้ตาย ว่าท่านเคยให้
อะไรเรา เคยช่วยเหลืออะไรเรา เคยทำอะไรให้เรา อย่างยิ่งถ้าเป็นผู้ที่ไม่สนิทกันเลยยิ่งเป็นโอกาสสุดท้ายจริง ๆ เพราะในไม่ช้าเราก็ต้องลืมเลือน
กันไป ถ้าเป็นญาติยังมีโอกาส จัดงานทำบุญ ๓ วัน ๗ วัน ๕๐ วัน ๑๐๐ วัน หรือ ครบรอบปี อย่างน้อยก็วันสงกรานต์ ยังมีโอกาสระลึกถึงกันได้บ้าง
          ๒. ได้เห็นใจท่านเจ้าภาพ ในที่นี้แบ่งออกเป็น
                ๒.๑ ได้เห็นว่าใจของเจ้าภาพนั้น รู้สึกอย่างไรกับผู้ตายอาจดูได้จากการจัดงานครบถ้วน ถูกต้องตามประเพณี ไม่ต้องถึงขนาดเลิศหรู
อลังการ แต่ก็สมบูรณ์ แสดงว่าเจ้าภาพมีใจรักใคร่สนิทสนมกันดีกับผู้ตาย
                ๒.๒ ได้แสดงความเห็นใจท่านเจ้าภาพ ในเวลาแห่งการสูญเสียนั้นกำลังใจเป็นเรื่องสำคัญมาก เจ้าภาพอาจต้องการคนช่วยปลอบใจ

 


ภาพจาก Web Site
http://www.mhodoo.com/dream/A04092012205531.jpg
ข้อมูลภาพ ณ วันที่ 22-7-56


 ๓. ได้ซึมทราบสัจธรรม มีสัจธรรมมากมายในงานศพ เรียกว่าเป็นกุศโลบาย หรือ เป็นปริศนาธรรมเยอะแยะ ถ้ารู้จักสังเกต ขอยกตัวอย่างเล็ก
น้อย เช่น เริ่มจากการรดน้ำศพ รดน้ำที่มือของศพ มือของศพนั้นถ้าไม่ใช่ศพไฟไหม้ หรือไฟฟ้าดูดเป็นต้น มือจะแบออก เมื่อเทียบกับมือของเด็ก
แรกเกิดที่กำเข้า คล้ายกับจะบอกว่าเกิดมาเพื่อเอามาถือไว้ แต่ตายไปกลับแบ ถืออะไรไปไม่ได้สักอย่างเดียว จากนั้นเมื่อนำศพใส่โลง มัดตราสังข์
ด้วยบ่วง ๓ บ่วง ที่คอ มือ และ เท้า ก็ เป็นการแสดงธรรม ในข้อที่ว่า ทรัพย์สิน ภรรยา และบุตร เป็นเสมือนบ่วง ๓ บ่วง ที่รั้งสัตว์ไว้ให้ติดอยู่ในโลก ปิด
ฝาโลงเรียบร้อย รอพระสวดอภิธรรมไ ด้เวลาอาหารเย็นพอดี ลูกหลานนำอาหารมาวางข้างโลง แล้วเคาะโลงเรียกผู้ตายกินข้าว ก็เป็นสัจธรรมอยู่เอง
ว่าผู้ตายไม่สามารถลุกขึ้นมาได้ มีภาษิตจีนว่า “ข้าวเปล่ายามเป็น ดีกว่าเอ็นมังกรยามตาย” หมายถึง การดูแลคนที่เรารัก โดยเฉพาะพ่อแม่นั้นต้อง
ทำเสียแต่ตอนท่านยังเป็น ๆ อยู่ ไม่ใช่รอจนท่านตายแล้วจึงนำของดี ๆ เซ่นไหว้ท่าน ให้เซ่นไหว้ท่านตั้งแต่ยังเป็น ๆ หัวค่ำ
          พระมาสวดพระอภิธรรม ท่านจะถือตาลปัตร ส่วนใหญ่มีความว่า ” ไปไม่กลับ หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี หนีไม่พ้น” หลายท่านเข้าใจว่าทั้ง ๔ วรรค
แปลว่า “ตาย” เท่ากันหมด แต่ถ้าพิจารณาให้ลึกซึ้งแล้วจะเห็นว่า “ไปไม่กลับ” หมายถึง “วัย หรือ อายุ” ที่ไปแล้วไม่กลับ “กำลัง แรง ที่มีมากในวัย
หนุ่มสาว” ไปแล้วก็ไม่กลับ เป็นต้น “หลับไม่ตื่น” ไม่ตื่นจากอวิชชา ไม่เป็นพุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เพียงใด ก็ต้องตายอีกเกิดอีก ไม่รู้จบ “ฟื้นไม่มี”
ก็ตายแน่ ไม่มีฟื้น “หนีไม่พ้น” ได้แก่ ผลของกรรมที่ได้กระทำ ทั้งทำดี ทำชั่ว ต้องได้รับผลทั้งนั้น

 

“ พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง
โททนต์เสน่ห์คง สำคัญหมายในกายมี
นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์
สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา ”

 




วันหนึ่ง…เราจะต้องตาย ความตายเป็นของเที่ยง แต่ชีวิตความเป็นอยู่เป็นของไม่เที่ยง คือไม่แน่ว่าเราจะอยู่ไปได้นานเท่าไหร่ จะตายเมื่อไหร่
เพราะชีวิตมันเป็น สิ่งไม่แน่นอนอย่างนี้ เราจะต้องนึกว่า เวลานี้เราควรจะอยู่อย่างไร ควรจะทำอะไรเสียก่อนที่จะถึงเวลาตาย เพราะเวลาตายแล้วทำ
อะไรก็ไม่ได้
          เพราะฉะนั้น เมื่อเวลามาในงานศพ เราก็ต้องบอกตัวเองว่า วันหนึ่งเราจะ เป็นอย่างนี้ คำพระในภาษาบาลีท่านสอนให้เราพิจารณา ซึ่งแปล
ง่ายๆว่า ฉัน ต้องเป็นอย่างนี้ ฉันจะหนีจากความเป็นอย่างนี้ไปไม่ได้ หนีไม่พ้น ทุกคนจะต้อง เป็นกันทั้งนั้น แต่ว่าเวลามันไม่แน่นอน กำหนดไม่ได้
ว่าจะเป็นกันที่ไหน เมื่อไหร่ ด้วยโรคอะไร รู้ได้แต่เพียงว่าจะต้องเป็นอย่างนี้แน่ ๆ
          เมื่อรู้ตัวว่าจะต้องเป็น และไม่รู้เวลา อย่างนี้เราก็ต้องไม่ประมาท รีบเร่ง ปฏิบัติงานในหน้าที่ ใครมีหน้าที่อันใดก็ต้องรีบจัดรีบทำ คิดอย่างนี้
เท่านั้นแหละ ช่วยชาติช่วยบ้านเมืองได้ ทำให้งานคล่องตัว ทำให้งานก้าวหน้า เพราะว่าผู้ทำงาน กลัวว่าตัวจะตายเสียก่อนจะไม่ได้ทำสิ่งนั้น แล้วก็จะ
รีบเร่งกระทำสิ่งนั้น งานก็จะ ไม่อากูลไม่คั่งค้าง แต่ถ้าเรานึกว่าช่างมันเถอะ เวลายังมี ทำพรุ่งนี้ก็ยังได้ เลยเป็น คนมีนิสัยผลัดวัน ประกันพรุ่ง งาน
มันก็ชักช้า ทำให้เสียเวลา ไม่ก้าวหน้า ไม่ถูก จุดประสงค์ของผู้สอนศาสนา ที่สอนให้เราตื่นตัว ก้าวหน้า เพราะฉะนั้นเราจะ ต้องบอกตัวเองว่า เรา
อาจจะตายเสียก่อน แล้วจะไม่ได้ทำสิ่งนี้

Share and Enjoy:
  • Facebook
  • Google Bookmarks
  • Twitter
  • Print

You must be logged in to post a comment.