5

จัดการความรู้ตัวเอง

สำหรับคนทำงานแล้วนั้นผมคิดว่าเมื่อผ่านไป  1  ปี  ควรถอดบทเรียนเจ้าของ  หรือ  ตัวเอง  เช่น  มีคนถามอะไร  หรือ  สงสัยอะไร  แล้วเราเป็นคนให้คำตอบ  หรือไขข้อสงสัย,  มีงานอะไรที่เป็นปัญหาแล้วเราแก้ไขอย่างไร

เรื่องพวกนี้ต้องถอดบทเรียนออกมาเป็นรายลักษณ์อักษร  เขียนในสิ่งที่เราทำผ่านมา  ซึ่งอาจจะไม่ถึงขนาดเรียกว่าเป็นคู่มือหรือคัมภีร์การแก้ปัญหา  แต่เพียงบันทึกหรือสรุปไว้กันลืม  และที่สำคัญต้องเผยแพร่ให้เพื่อนร่วมงานหรือคนอื่นๆรับทราบ  เพื่อที่ปัญหา  หรือ  คำถามต่างๆจะน้อยลงจากปีที่ผ่านมา

สำหรับส่วนตัวผมแล้ว  แต่ก่อนผมจะมีสมุดบันทึกการตอบคำถามผ่านโทรศัพท์สายในส่วนงานที่ผมรับผิดชอบ  ใครถาม  ถามอะไร  และผมตอบไปอย่างไร  เมื่อวางสายเสร็จผมก็จะมาบันทึกลงสั้นๆ  พอครบปีผมก็มาทำเป็น  FAQ  หรือ  คำถามที่พบบ่อยไว้  ก็เป็นการจัดการความรู้เจ้าของครับ  และพยายามหาแหล่งเผยแพร่เพื่อให้เกิดคุณค่าเพิ่ม

แจ๊ค  กัมปนาท  2กย54  เวลา12.25น

Share and Enjoy:
  • Facebook
  • Google Bookmarks
  • Twitter
  • Print
  1. kamphanat.a พูดว่า:

    FAQ คำถามที่พบบ่อย กรณี มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
    รวบรวมและจัดทำโดยนายกัมปนาท อาชา นักวิชาการคอมพิวเตอร์
    เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2554

     ตัวบ่งชี้-เกณฑ์ IQA (สกอ.)
    ถาม : ตัวบ่งชี้ 1.1 กระบวนการพัฒนาแผน 1) เกณฑ์ข้อ 1 ต้องมีตารางแสดงความสอดคล้องหรือไม่ 2) เกณฑ์ข้อ 2 วิธีใดที่เรียกว่าการถ่ายทอดแผนไปสู่การปฏิบัติไปสู่ทุกหน่วยงานภายใน 3) เกณฑ์ข้อ 3 ต้องมีชื่อกลยุทธ์ด้านการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมหรือไม่
    ตอบ : เกณฑ์ข้อ 1 1) ไม่จำเป็นต้องทำตารางความสอดคล้อง แต่แสดงความเชื่อมโยงให้เห็นได้ 2) ถ้าอ่านแล้วไม่ครบถ้วนทั้ง 8 ด้าน (1.การจัดทำแผนที่สอดคล้อง 2.นโยบายสภา 3 การมีส่วนร่วม 4.สภาเห็นชอบ 5.แผนเชื่อมโยง 6.สอดคล้องจุดเน้น 7.กรอบแผนอุดม 8.แผนพัฒนาการศึกษา) ถือว่าไม่ได้ เพราะ ผู้ประเมินต้องเน้นที่กระบวนการทำ การสัมภาษณ์ การพูดคุยให้เห็นร่องรอยการทำงาน
    เกณฑ์ข้อ 2 1) การถ่ายทอดตามโครงสร้างที่ พ.ร.บ.กำหนด หรือการแต่งตั้งคณะทำงานตามการขับเคลื่อนกลยุทธ์ 2) มีการจัดประชุมชี้แจงในแต่ละระดับ ได้ครบถ้วนตามโครงสร้างที่กำหนดหรือไม่ 3) ทุกเป้าหมายไม่ได้ไปทุกที่ ขึ้นอยู่กับว่าจะเป็นภารกิจของหน่วยใด
    เกณฑ์ข้อ 3 1) อาจจะไม่มีชื่อกลยุทธ์การทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมโดยตรงก็ได้ แต่แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยง หรือบูรณาการ 2) อาจเขียนกลยุทธ์เดียว แต่เชื่อมโยงให้เห็นในทุกภารกิจ
    ถาม : ตัวบ่งชี้ 2.1 ระบบและกลไกในการพัฒนาหลักสูตร เกณฑ์ข้อ 2 คือ อย่างไรเรียกว่าเป็นระบบปิดหลักสูตร และมีระบบแล้ว แต่ที่ผ่านมายังไม่เคยปิดแม้แต่หลักสูตรเดียว
    ตอบ : ต้องทำตามแนวปฏิบัติที่ สกอ. กำหนด และมหาวิทยาลัยถ้าอยู่ในเกณฑ์ที่ต้องปิดแล้วไม่ปิด จะไม่ได้คะแนน ซึ่งการนับหลักสูตร ตัวหารต้องนับรวมทั้งหลักสูตรที่เปิดแม้ว่าจะไม่มีนักศึกษาก็ตาม
    ถาม : เพิ่มเติมตัวบ่งชี้ 2.2 และ 2.3
    ตอบ : 1) ในแต่ละปี มหาวิทยาลัยหรือคณะไม่จำเป็นต้องใช้แนวทางเดียวกัน 2) มหาวิทยาลัยประกาศตนเองว่าเป็นอะไร คณะอาจจัดตัวเองอยู่อีกกลุ่มได้ แต่สภาต้องรับทราบและอนุมัติ ไม่มีการกำหนดสัดส่วนว่าต้องเท่าไร คณะต้องประเมินตามกลุ่มที่ตนเองจัด 3) กระบวนการตามแบ่งกลุ่ม โดยหลักคิดมหาวิทยาลัยต้องบริหารจัดการ ข้อเสนอแนะไม่ควรเกิน 20% แต่อย่ายึดถือตัวเลข ขึ้นกับสภามหาวิทยาลัยของแต่ละแห่ง
    ถาม : ตัวบ่งชี้ 2.4 ระบบการพัฒนาคณาจารย์และบุคลากรสนับสนุน 1) เกณฑ์ข้อ 1 ข้อมูลเชิงประจักษ์หมายความอย่างไร 2) เกณฑ์ข้อ 3 อย่างไรจะแสดงให้เห็นว่าสวัสดิการเชื่อมโยงกับการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
    ตอบ : เกณฑ์ข้อ 1 ดูจาก career path หรือ competency ตลอดจนยุทธศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยมุ่งจะบรรลุ และเกณฑ์ข้อ 2 เน้นการมีแผน HR และเกณฑ์ข้อ 3 1) ให้พยายามมองเหตุผลของผู้เขียน ซึ่งมีได้หลากหลาย แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยง 2) ใช้ความเห็นที่เป็น consensus 3) ผู้ประเมินต้องรู้จักคำว่า ประสิทธิภาพ (ประหยัดทรัพยากร เสร็จทันเวลา ใช้เงินน้อย) 4) สถาบันควรมีการสำรวจความพึงพอใจ ว่าสวัสดิการที่จัดให้นั้นส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานอย่างไร และเกณฑ์ข้อ 6 การจะได้คะแนนไม่ต่ำกว่า 3.51 นั้นต้องได้รับความร่วมมือจากคณะและมีการทำงานเป็นทีม
    ถาม : ตัวบ่งชี้ 2.5 ห้องสมุด อุปกรณ์การศึกษา และสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ นับอย่างไร
    ตอบ : เกณฑ์ข้อ 1 1) มหาวิทยาลัยควรหาวิธี หรือ manage technology ของมหาวิทยาลัยนั้น ตามข้อเท็จจริงในแต่ละที่ แล้วหาวิธีการวัดที่เป็น Usage การทำงาน สิ่งที่ต้องการก็คือต้องการให้เด็กเข้าถึงแหล่งทรัพยากรอย่างแท้จริง 2) มหาวิทยาลัยต้องจัดสิ่งอำนวยความสะดวกให้เด็ก และมีระบบ identify ตนเอง 3) ในกรณีที่คณะและมหาวิทยาลัยทำไม่เท่ากัน สกอ. ไม่ทำตัวไหนตัดไปเลย ในกรณี ของ สมศ. นั้นการรับรองต้องใช้ฐานเดียวกัน ดังนั้นต้องนำผลการประเมินในตัวบ่งชี้ที่ไม่ได้ประเมินนั้นมาใส่ให้ครบ 23 ตัว ใช้คะแนนไปใส่ในข้อ 15 4) คณะวิชาให้ผลดำเนินงานและคะแนนตามผลของมหาวิทยาลัย
    ถาม : ตัวบ่งชี้ 2.6 และ 2.7
    ตอบ : การเน้นระบบ คือ ต้องการการดำเนินงานที่ต่อเนื่อง เหมือนกัน และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน การจะแสดงด้วยอะไรต้องเหมือนๆกัน ต้องปรากฏให้เห็น
    ถาม : ตัวบ่งชี้ 4.1 ระบบและกลไกการพัฒนางานวิจัยและงานสร้างสรรค์
    ตอบ : เกณฑ์ข้อ 1 ต้องดูการดำเนินการตามระบบ และเกณฑ์ข้อ 5 ต้องมีครบทั้ง 4 ประเด็น แต่เปลี่ยนแปลงได้ตามตัวสถาบัน กลุ่มคณะ แต่ละด้านอาจเรียกแตกต่างตามบริบทได้ และเกณฑ์ข้อ 6 การประเมินต้องครบทุกประเด็น
    ถาม : ตัวบ่งชี้ 4.2 ระบบและกลไกการจัดการความรู้จากงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ เผยแพร่ผ่าน facebook ใน twitter นับไหม
    ตอบ : เกณฑ์ข้อ 2 1) ระบบและกลไก ต้องเป็นการแปลสิ่งที่เข้าใจยาก ให้เป็นภาษาที่อ่านได้ด้วยภาษาที่ไม่ใช่นักวิชาการ 2) งานวิจัยในรอบปีที่ผ่านมา แต่นำมาสังเคราะห์ในรอบปีนั้น 3) ไม่นับเพราะมันไม่ open ดังนั้นต้อง for all (face book, twitter ต้องสมัครจึงไม่เป็น open) และเกณฑ์ข้อ 6 มีระบบและ มีการยื่นจด แม้ว่ายังไม่เสร็จสิ้นกระบวนการก็ตาม
    ถาม : ตัวบ่งชี้ที่ 4.3 เงินสนับสนุนงานวิจัยหรืองานสร้างสรรค์ต่อจำนวนอาจารย์ประจำและนักวิจัยประจำ (สกอ.)
    1. คะแนนที่ได้ในระดับคณะวิชา = ค่าเฉลี่ยของคะแนนที่ได้ของทุกกลุ่มสาขาวิชาในคณะวิชา ข้อเสนอแนะ คือ คะแนนที่ได้ในระดับคณะวิชาควรคำนวณจากเงินสนับสนุนทั้งหมดของอาจารย์ภายใน คณะ ไม่ควรใช้คะแนนจากภาควิชา เพราะบางสาขาวิชา/ภาควิชาไม่ได้ใช้เงินในการทำวิจัยหรืองานสร้างสรรค์เลย หรือ หากใช้ก็ใช้น้อย เช่น สาขาวิชาคณิตศาสตร์
    2. ในกรณีที่มหาวิทยาลัยเลือกเป็นมหาวิทยาลัยกลุ่ม ข. คณะจำเป็นต้องเลือกกลุ่ม ข. หรือไม่ หรือคณะสามารถที่จะเลือกกลุ่มอื่นได้
    3. นับทุนวิจัยจากวิจัยสถาบัน และวิจัยในชั้นเรียนได้หรือไม่
    ตอบ : คะแนนที่ได้ในระดับคณะวิชา เท่ากับค่าเฉลี่ยของคะแนนที่ได้ของทุกกลุ่มสาขาวิชาในคณะวิชานั้นๆ คำว่ากลุ่มสาขาวิชา ในที่นี้จะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มสาขาวิชา กล่าวคือ กลุ่มสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กลุ่มสาขาวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ และกลุ่มสาขาวิชามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ไม่ใช่สาขาวิชา หากว่าคณะใด มีสองกลุ่มสาขา เช่น กลุ่มสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และกลุ่มสาขาวิชามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ อยู่ในคณะเดียวกัน จึงจำเป็นต้องคำนวณแยกออกเป็นกลุ่มๆ เพื่อให้สามารถนำไปเทียบคะแนน ในระดับ 5 ได้ เนื่องจากคะแนนระดับ 5 ในแต่ละกลุ่มสาขาวิชา จำนวนเงินจะไม่เท่ากัน ดังนั้น จึงต้องคำนวณแยกเป็นแต่ละกุล่มสาขาวิชา หากคณะใดมีเฉพาะกลุ่มสาขาวิชาใดกลุ่มสาขาวิชาหนึ่ง ก็สามารถคำนวณรวมกันได้ทั้งหมด
    มหาวิทยาลัยและคณะสามารถเลือกกลุ่มสถาบันที่แตกต่างกันได้ ขึ้นอยู่กับการอนุมัติของสภามหาวิทยาลัย แต่ในการประเมินคุณภาพการศึกษาภายในระดับสถาบัน จะประเมินตามกลุ่มสถาบันที่มหาวิทยาลัยเลือก
    ทุนวิจัยจากงานวิจัยสถาบันและงานวิจัยในชั้นเรียน สามารถนำมานับเป็นทุนวิจัยได้ หากมีการเขียนเป็นโครงการวิจัยที่สมบูรณ์ ยกเว้นเงินโครงการวิจัยที่บุคลากรสายสนับสนุนที่ไม่ใช่นักวิจัยเป็นผู้ดำเนินการ
    นับเงินจริงๆ in kind ไม่นับ นักวิจัยที่เป็นตำแหน่งต้องนำมานับด้วย เงินวิจัยนับทั้งก้อน ตามสัญญาที่ลงนาม รวมทั้งการวิจัยข้ามปี ถ้ากำหนดแต่ละปีให้บันทึก ถ้าไม่บอกให้นำมาหาร นับงานวิจัยสถาบันที่ส่งให้นักวิจัยหรือาจารย์ทำงานวิจัย (ในกรณีที่นักวิชาการศึกษาหรือนักวิทยาศาสตร์ที่มี job description ให้ทำงานวิจัย เกิน 50% ถ้าต้องการนับ ต้องนับทั้งตัวหารด้วย สกอ. จึงไม่นับ)
    ถาม : ตัวบ่งชี้ 5.1 ระบบและกลไกการบริการวิชาการแก่สังคม การประเมินผลสำเร็จเป็นอย่างไร
    ตอบ : เกณฑ์ข้อ 4 จะทำต่อเมื่อมีข้อ 2 และข้อ 3 ซึ่งจากข้อ 2 ต้องมีวัตถุประสงค์ ต้องทำ outcome mapping ต้องมีสาระวิชาที่ออกไปบริการแก่สังคม
    ถาม : ตัวบ่งชี้ 5.2 กระบวนการบริการวิชาการให้เกิดประโยชน์แก่สังคม สิ่งที่ทำได้มาจากการร้องขอของชุมชน
    ตอบ : เกณฑ์ข้อ 1 1) มหาวิทยาลัยต้องเริ่มต้นการจัดทำแผนการให้บริการวิชาการที่มีจากความต้องการของชุมชนตามจุดเน้น 2) แต่งานพิเศษ โครงการ ที่ได้รับการร้องขอ อาจจะไม่ได้อยู่ในแผนก็ได้ 3) การสำรวจจะช่วยให้ตอบตัวบ่งชี้ของ สมศ. ได้ 4) การประเมินระดับคณะ ถ้าบริการนอกคณะ ในมหาวิทยาลัย ไม่นับ 5) การได้รับหนังสือเชิญวิทยากร นำมารวบรวมสถิติมาเอาวางแผน ใช้ได้ เพราะไม่จำเป็นต้องมีการออกสำรวจอย่างเดียว และเกณฑ์ข้อ 2 การสำรวจความต้องการต้องทำทุกปีไหม อาจไม่จำเป็น ในกรณีที่บางกิจกรรมสำรวจปีแรกของชุมชน A B C ต้องการ อาจเขียนในแผนล่วงหน้าไว้ 3 ปีเลย หรืออาจสอบถามไปใหม่เพิ่มเติมก็ได้
    ถาม : ตัวบ่งชี้ 6.1 ระบบและกลไกการทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม 1) เกณฑ์ข้อ 1 ทำนุบำรุงและศิลปวัฒนธรรม ถ้ามีและต้องดู 2 อย่างหรือไม่ 2) เกณฑ์ข้อ 2 การดำเนินงานในระดับคณะทำได้ยาก 3) เกณฑ์ข้อ 3 บางเกณฑ์ทำระดับคณะ บางเกณฑ์ระดับมหาวิทยาลัย
    ตอบ : เกณฑ์ข้อ 1 และ 2 คำนี้เป็นคำสมาส ซึ่งหมายถึงคำเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นศิลปวัฒนธรรม หรือ ศิลปะและวัฒนธรรม
    เกณฑ์ข้อ 2 ถ้ามหาวิทยาลัยต้องบริหารงานและระบุให้คณะทำ อาจต้องวัดที่คณะด้วย และให้ระบุเป็น 6.1.1 ส่งคะแนนรวมที่มหาวิทยาลัย จึงเป็นเรื่องของการบริหารภายใน
    เกณฑ์ข้อ 3 ถ้ามีเพียง 1 คณะไม่ได้ทำ แต่ถ้ามหาวิทยาลัยทำได้ครบถ้วน อาจจะต้องดูที่การมอบหมายงานของมหาวิทยาลัยที่ให้หน่วยงานในมหาวิทยาลัยทำ และให้ดูนิยามของ สมศ. และ สกอ. วัฒนธรรมที่ดีควรเป็นสากล ต้องดูเจตนารมณ์ในการดำรงความเป็นไทย และในที่ระบุไว้ใน สมศ. มีความหมายของคำว่าศิลปวัฒนธรรมของอุดมศึกษา เป็นศิลปวัฒนธรรมไทย หรือพื้นบ้าน ท้องถิ่น
    ถาม : ตัวบ่งชี้ 7.1 ภาวะผู้นำขอสภาสถาบันและผู้บริหารทุกระดับของสถาบัน ผู้บริหารมีวิสัยทัศน์ มีความหมายอย่างไร
    ตอบ : เกณฑ์ข้อ 1 1) สภาต้องประเมินตนเอง ตาม พ.ร.บ. 2) ต้องมีการตกลงกันล่วงหน้า 3) การประเมินตนเองหมายถึงการประเมินตนเองของคณะกรรมการสภามหาวิทยาลัยทั้งชุด คล้ายๆการทำ SAR อาจจะประเมินคณะบุคคล หรือ รายบุคคลก็ได้
    เกณฑ์ข้อ 2 1) เป็นผู้บริหารและทีมบริหารระดับมหาวิทยาลัยก็ต้องมีวิธีคิด กำหนดทิศทางการดำเนินงาน และถ่ายทอดไปสู่การปฏิบัติ 2) ในระบบ PMQA นั้น Leadership น่าจะรวมออกมาเป็นทีมบริหาร การกำหนดวิสัยทัศน์ขององค์กร ต้องมีส่วนร่วม 3) ระดับบริหารให้ดูที่โครงสร้าง ตาม พ.ร.บ. 4) ในระดับคณะสภาสถาบันหมายถึงกรรมการประจำคณะ
    เกณฑ์ข้อ 6 ให้ยึด 10 ตัว ตาม ก.พ.ร.
    ถาม : ตัวบ่งชี้ 7.2 การพัฒนาสถาบันสู่สถาบันการเรียนรู้
    ตอบ : เกณฑ์ข้อ 2 ประเด็นความรู้ ต้องรับกับแผนกลยุทธ์ที่ครอบคลุมการผลิตบัณฑิตและการวิจัย ในข้อ 1
    ถาม : ตัวบ่งชี้ 7.3 ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารและการตัดสินใจ ต้องประเมินครบทุกระบบไหม
    ตอบ : เกณฑ์ข้อ 1 การจัดหาคอมพิวเตอร์ประจำปี ไม่ใช่แผนระบบสารสนเทศ และเกณฑ์ข้อ 2 อาจมีระบบได้มากกว่า 1 ระบบที่สามารถส่งข้อมูลให้งานประกันคุณภาพได้ และเกณฑ์ข้อ 3 1) การประเมินความพึงพอใจ ถ้ามีหลายกลุ่ม stakeholder ให้ประเมินและแสดงผลการประเมินที่ครบถ้วนทุกกลุ่ม 2) ล้อมาจากข้อ 2 ระบบสารสนเทศใช้เพื่อการบริหารและการตัดสินใจ ดังนั้นข้อ 3 ประเมินแค่ผู้บริหารใช่ไหม 3) ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารและตัดสินใจ อาจมาจากหลายที่หลายแห่ง รวมทั้งข้อมูลด้านนักศึกษาด้วย
    คณะวิชาให้ผลดำเนินงานและคะแนนตามผลของมหาวิทยาลัย
    ถาม : ตัวบ่งชี้ 7.4 ระบบบริหารความเสี่ยง เกณฑ์ข้อ 1 1) ควบคุมภายในเป็นการควบคุมความเสี่ยงหรือไม่ 2) ความเสี่ยงที่มีผลกระทบต่อภาพลักษณ์
    ตอบ : ต้องมีการจัดทำแผน และดำเนินการตามแผน และพิสูจน์ได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัย ทุกมหาวิทยาลัยต้องมีการจัดทำแผนป้องกันการเสื่อมเสียชื่อเสียง เพื่อให้ข่าวที่ออกมาตรงกับความจริง ประเด็นนี้ขึ้นกับจริยธรรมโดยเฉพาะอาจารย์ เน้นเรื่องจริยธรรมถ้าเกิดขึ้นต้องให้ 0 สรุปว่าเรื่องจริยธรรมถ้าเกิดขึ้นจะให้ 0 ไปเลย
    เกณฑ์ข้อ 1 ไม่ใช่ ทั้งสองตัวมีความสัมพันธ์กัน และศาลยังไม่ตัดสิน ต้องรอให้ตัดสินก่อน
    ถาม : ตัวบ่งชี้ 8.1 ระบบและกลไกการเงินและงบประมาณ ระดับคณะต้องมีหน่วยงานตรวจหรือไม่ ติดตามการใช้เงินหรือไม่
    ตอบ : เกณฑ์ข้อ 1 1) ทุกหน่วยงานต้องมีระบบตรวจสอบภายใน แต่ปัญหาก็คือหน่วยตรวจสอบไม่ได้ลงทุกหน่วยงานในทุกปี 2) การจ้างหน่วยงานภายนอก อาจจะใช้เงิน 3) ให้ยึดตามเกณฑ์ระบุว่าให้เป็นไปตามระเบียบและกฎเกณฑ์ที่สถาบันกำหนด 4) หน่วยภายนอกคือ สตง. 5) ถ้าทำรายงานไปที่ สตง. แล้ว เขาไม่มาตรวจ ก็เป็นเรื่องของเขา แสดงว่าเขาตรวจเอกสารแล้วไม่สงสัย ไม่มาตรวจ ก็ถือว่าผ่านเกณฑ์ข้อ 6 6) ในกรณีที่เป็นหน่วยงานที่ไม่อยู่ในโครงสร้าง เช่น วิสาหกิจ อาจตั้งหน่วยงานตรวจสอบบัญชีจากภายนอกมาทำหน้าที่ได้
    ถาม : ตัวบ่งชี้ 9.1 ระบบและกลไกการประกันคุณภาพภายใน เกณฑ์ข้อ 3 1) ความแตกต่างระหว่างอัตลักษณ์และเอกลักษณ์ 2) ถ้าข้อ 3 ไม่ใส่เลยจะได้ไหม และเกณฑ์ข้อ 8 เครือข่ายระหว่างสถาบันร่วมกัน และเกณฑ์ข้อ 9 1) แนวปฏิบัติที่ดีหรืองานวิจัย 2) การเผยแพร่ให้หน่วยงานอื่นนำไปใช้ประโยชน์
    ตอบ : เกณฑ์ข้อ 3 สมศ. ให้ความหมาย อัตลักษณ์ – เป็นตัวตนของบัณฑิต และเอกลักษณ์ – เป็นเรื่องของสถาบัน
    1. จาก Google
    1. อัตลักษณ์ของสถานศึกษา – ลักษณะเฉพาะที่เป็นตัวตนของนักศึกษาที่เกิดขึ้นตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้ง
    2. เอกลักษณ์ – หมายถึงลักษณะเฉพาะตัวที่เป็นร่วมกันในสังคมหนึ่งๆ
    3. ตัวอัตลักษณ์ต้องผ่านสภา ในระดับคณะต้องผ่านกรรมการประจำคณะ ก็พอ
    2. ไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องนำของ สมศ. มาใส่ด้วย หรือใช้ตัวบ่งชี้จากแผนพัฒนาของสถาบันนั้นๆ ไม่จำเป็นต้องเป็น 16 หรือ 17 อย่างเดียว ดังนั้นถ้าไม่ทำของ สมศ. ก็จะมีปัญหา ข้อนี้ขอรอ สมศ. ก่อน
    เกณฑ์ข้อ 8 ในระดับคณะ ต้องนอกมหาวิทยาลัยเท่านั้น
    เกณฑ์ข้อ 9 1) ต้องเป็นงานประกันคุณภาพเท่านั้น 2) เผยแพร่ แขวนใน web เขียนขั้นตอน กระบวนการ เพื่อให้มีการอ่านแล้วนำไปใช้ โดยไม่ต้องมีการรับรอง
    ถาม : วารสารวิชาการที่ สกอ. ยอมรับด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่เป็นที่ยอมรับระดับชาติมีอะไรบ้าง
    ตอบ : วารสารวิชาการที่ สกอ. ยอมรับในระดับชาติ
    • ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีดูได้ที่ http://www.rdoapp.psu.ac.th/html/rdoth/images/stories/mleft/d3/national-Sci-list.pdf
    • ด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ดูได้ที่ http://www.rdoapp.psu.ac.th/html/rdoth/images/stories/mleft/d3/national-HumSoc-list.pdf

     ตัวบ่งชี้-เกณฑ์ EQA (สมศ.)
    ถาม : ตัวบ่งชี้ที่ 1 บัณฑิตปริญญาตรีที่ได้งานทำหรือประกอบอาชีพอิสระภายใน 1 ปี (สมศ.)
    1. สถาบันจำเป็นต้องรับการรวบรวมผลการดำเนินงานในตัวบ่งชี้นี้จากสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) หรือไม่
    2. หากไม่รับบริการจาก สทศ. สถาบันสามารถใช้ข้อมูลจากการสำรวจโดยการกรอกข้อมูลภาวะการมีงานทำของบัณฑิตของ สกอ. (www.job.mua.go.th) เป็นผลการดำเนินงานเพื่อใช้ในการพิจารณาในตัวบ่งชี้ได้หรือไม่
    3. นับผู้ที่บวชหรือเกณฑ์ทหารด้วยหรือไม่
    4. สถาบัน/ คณะที่ไม่ได้จัดการเรียนการสอนในระดับปริญญาตรี จะต้องยกเว้นการประเมินใน ตัวบ่งชี้ที่ประเมินคุณภาพบัณฑิตระดับปริญญาตรี แล้วมีในทางในการคิดค่าคะแนนในภาพรวมอย่างไร
    5. ข้อมูลจากการตอบแบบสำรวจภาวะการมีงานทำของบัณฑิตที่กำหนดอย่างน้อยร้อยละ 75 นั้น พิจารณาแยกตามคณะ หรือพิจารณาจากภาพรวม
    6. สถาบันเฉพาะทางหรือวิชาชีพจะถูกประเมินในตัวบ่งชี้นี้หรือไม่
    7. มาตรการเทียบเคียงมีหลักการอย่างไร
    ตอบ : 1. ในปี พ.ศ. 2554 สถาบันต้องจัดทำข้อมูลเอง
    2. ในปี พ.ศ. 2554 สถาบันต้องจัดทำข้อมูลเอง
    3. ตัดผู้ที่บวชหรือเกณฑ์ทหารออก
    4. สถาบัน/ คณะที่ไม่ได้จัดการเรียนการสอนในระดับปริญญาตรี ได้รับการยกเว้นการประเมินในตัวบ่งชี้นี้ และคิดค่าคะแนนในภาพรวมโดยตัดตัวหารออก
    5. พิจารณาแยกตามคณะ และรวมเป็นผลของสถาบัน
    6. สถาบันเฉพาะทางหรือวิชาชีพ จะได้รับประเมินตัวบ่งชี้ ตามกรณีดังต่อไปนี้
    6.1 มหาวิทยาลัยสงฆ์ ใช้มาตรการเทียบเคียง ร้อยละของบัณฑิตที่ยังคงสมรรถเพศหลังจากสำเร็จการศึกษาภายใน 1 ปี
    6.2 สถาบันเฉพาะทางของพยาบาล อาจจะประเมิน ดังนี้
    6.2.1 พยาบาลที่ไม่มีงานทำตั้งแต่ต้น วัดอัตราการได้งานทำของนักศึกษา
    6.2.2 พยาบาลที่ได้งานทำตั้งแต่เป็นนักศึกษาหรือเป็นนักศึกษาทุน ให้วัดการสอบผ่านใบประกอบวิชาชีพ
    6.3 สถาบันทางทหาร ใช้มาตรการเทียบเคียง
    7. เนื่องจากเป็นการประเมินเพื่อพัฒนา หากสถาบัน/คณะใดไม่สามารถปฏิบัติได้ หรือสถาบัน/คณะใดได้คะแนนเต็มเสมอ เช่น กรณีนักศึกษาใช้ทุน ขอให้ใช้คะแนนร้อยละของผู้สำเร็จการศึกษาตามหลักสูตร

    ถาม : ตัวบ่งชี้ที่ 2 คุณภาพของบัณฑิตปริญญาตรี โท และเอก ตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับ อุดมศึกษาแห่งชาติ (สมศ.)
    1. จำเป็นต้องเป็นผลคะแนนที่ต้องได้รับการประเมินจากสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) หรือไม่
    2. สถาบันจะดำเนินการประเมินเองได้หรือไม่
    3. การประเมินคุณภาพของบัณฑิตพิจารณาจากอะไร และใช้คะแนนตัวใดเป็นผลการดำเนินงาน
    ตอบ : 1. ในปี พ.ศ. 2554 สถาบันต้องจัดทำข้อมูลเอง
    2. สถาบันสามารถดำเนินการเองได้
    3. สมศ. จะกำหนดโครงสร้างของแบบประเมินคุณภาพของบัณฑิตเป็น template เพื่อให้สถาบันใช้ในการดำเนินการเก็บข้อมูล

    ถาม : ตัวบ่งชี้ที่ 3 ผลงานของผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทที่ได้รับการตีพิมพ์หรือเผยแพร่ (สมศ.)
    1. การเผยแพร่งานสร้างสรรค์ หากเป็นการจัดการแสดงนิทรรศการร่วมกันของประเทศในอาเซียนแต่ไม่ครบ 10 ประเทศ เช่น การแสดงนิทรรศการโดยมีประเทศไทย ลาว เวียดนาม ร่วมแสดง จะถือว่าเป็นการเผยแพร่ระดับความร่วมมือระหว่างประเทศหรือระดับภูมิภาคอาเซียน
    2. บทความวิชาการ จะต้องเป็นบทความจากงานวิจัยหรือไม่
    3. รายชื่อวารสารที่ได้รับรองมาตรฐานมีอะไรบ้าง
    4. นิสิตที่จบปีการศึกษา 2551 แต่ตีพิมพ์ปี 2549 และ 2550 จะนับผลการดำเนินงานอย่างไร
    5. เกณฑ์การประเมินค่าน้ำหนักระดับคุณภาพของงานวิจัยของอาจารย์กับนิสิตมีค่าเท่ากัน
    ตอบ : 1. อย่างน้อย 5 ประเทศขึ้นไป จึงจะนับว่าเป็นระดับอาเซียน
    2. บทความวิชาการไม่จำเป็นต้องเป็นบทความจากงานวิจัย
    3. สมศ. จะจัดทำรายชื่อวารสารที่ได้รับรองมาตรฐานและประกาศให้ทราบ
    4. หากเป็นส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์สามารถนับหมด โดยนับเฉพาะการตีพิมพ์ในช่วงปีที่กำหนด
    5. เกณฑ์การประเมินค่าน้ำหนักระดับคุณภาพของงานวิจัยของอาจารย์กับนิสิตมีค่าเกณฑ์เหมือนกัน

    ถาม : ตัวบ่งชี้ที่ 4 ผลงานของผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกที่ได้รับการตีพิมพ์ (สมศ.) กรณี อาจารย์ทำวิจัย แล้วมีนิสิตปริญญาโท/เอกทำวิทยานิพนธ์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยของอาจารย์ ในการตีพิมพ์เผยแพร่นับอย่างไร เช่น นิสิตเผยแพร่วิทยานิพนธ์ของตัวเอง (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยของอาจารย์) มีอาจารย์เป็นที่ปรึกษา จะนับเป็นผลงานของใคร แล้วสามารถนับว่าเป็นผลงานของทั้งอาจารย์และของนักศึกษาได้หรือไม่ หรือมีหลักเกณฑ์อย่างไร
    ตอบ : ให้นับเป็นผลงานของนักศึกษา

    ถาม : ตัวบ่งชี้ที่ 5 งานวิจัยหรืองานสร้างสรรค์ที่ได้รับการตีพิมพ์หรือเผยแพร่ (สมศ.)
    1. บทความวิจัยที่ตีพิมพ์ในรายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการ โดยตีพิมพ์ใน IEEE จะให้ค่าน้ำหนักเท่าไร IEEE เป็นฐานข้อมูลที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล จะให้ค่าน้ำหนัก 0.75 ได้หรือไม่
    2. งานวิจัยที่อาจารย์ทำร่วมกับอาจารย์ต่างมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ นับได้หรือไม่ และนับอย่างไร งานวิจัยที่มีคณะผู้วิจัยหลายคน นับได้ทุกคนหรือไม่ หรือพิจารณาจากสัดส่วนการมีส่วนร่วมตั้งแต่ร้อยละเท่าไร
    ตอบ : 1. ใช้นิยามของ สกอ. โดยการประชุมวิชาการไม่สามารถเทียบเคียงกับ Journal
    2. งานวิจัยที่ทำกันหลายคน จากหลายสถาบัน ให้นับซ้ำได้

    ถาม : ตัวบ่งชี้ที่ 6 งานวิจัยหรืองานสร้างสรรค์ที่นำไปใช้ประโยชน์ (สมศ.)
    1. รายการต่อไปนี้สามารถนับได้หรือไม่
    - การ Citation
    - ลิขสิทธิ์/สิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตร โดยแสดงหลักฐานด้วยว่าเอาไปใช้อย่างไร
    - ใบเสร็จการให้บริการวิชาการใช้เป็นหลักฐานได้หรือไม่ (บริการวิชาการที่มีเป็นผลมาจากงานวิจัย)
    - ตำราที่ผ่านผู้ทรงคุณวุฒิ แล้วใช้ในห้องสมุดของโรงเรียน หรือมหาวิทยาลัยอื่น โดยมีหนังสือตอบรับ
    - ระบบ MIS ที่มหาวิทยาลัย/คณะอื่นซื้อ/ขออนุเคราะห์
    2. การถ่ายทอดเทคโนโลยีตามวัตถุประสงค์ของโครงการวิจัย โดยการให้สัมภาษณ์สื่อ ลงข่าวในหนังสือพิมพ์ เว็บไซต์ ซึ่งถือว่าเป็นการเผยแพร่งานวิจัยเช่นกัน โดยไม่มีหน่วยงานไหนทำหนังสือรับรอง จะนับได้หรือไม่
    3. นับการใช้ประโยชน์ภายในสถาบันได้ด้วยหรือไม่
    4. การใช้ประโยชน์นับในปีใด และหากเป็นการนำไปใช้ประโยชน์หลายปีจะนับอย่างไร
    ตอบ : 1. ไม่สามารถนับได้ เนื่องจากตัวบ่งชี้นี้มีมุ่งวัดงานวิจัยหรืองานสร้างสรรค์เพื่อการนำไปใช้ประโยชน์แก้ปัญหาของชุมชนและองค์กรภายนอกสถาบัน
    2. สามารถนับได้ เพราะมีหลักฐานการใช้ประโยชน์
    3. นับไม่ได้
    4. นับปีที่ใช้ จะนับได้อีกหากมีการต่อยอด หรือใช้ในต่างพื้นที่ หรือต่างองค์กร

    ถาม : ตัวบ่งชี้ที่ 7 ผลงานวิชาการที่ได้รับการรับรองคุณภาพ (สมศ.)
    1. ผลงานวิชาการที่เป็นกรณีศึกษา (Case Study) ที่มีลักษณะเป็น Research based case หรือ Field-Based Case และ Archival (Secondary Sources) Case รวมถึง Software จะถือเป็นผลงานวิชาการด้วยหรือไม่
    2. หลักฐานรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคืออะไร
    3. รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ของอาจารย์ นับได้หรือไม่ เพราะต้องมีผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา และสามารถนำไปใช้อ้างอิงในการต่อยอดงานวิจัยหรือเขียนตำราได้ ถ้านับได้จะให้ค่าน้ำหนักเท่าไร
    4. นับผลงานที่ได้รับรางวัลได้หรือไม่ มีผลงานจากการวิจัยหลายชิ้นที่ได้รับรางวัลในระดับชาติ เช่น อุปกรณ์สกัดสารแบบไมโครที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ได้รับรางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น ระดับประกาศเกียรติคุณ ประจำปี 2553 ในกลุ่มด้านการแพทย์และสาธารณสุข (สาขาวิทยาศาสตร์เคมีและเภสัช) จากสำนักงานคณะกรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ (วช.) แต่ สมศ. ไม่มีคะแนนให้ ถ้าไม่ใช่บทความทางวิชาการหรือตำรา
    5. หนังสือที่มีลักษณะเป็น Book Chapter ซึ่งมีผู้เขียนหลายคน เป็นอาจารย์จากมหาวิทยาลัยทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งหนังสือนี้ได้รับการ Edit แล้ว กรณีที่อาจารย์เป็นผู้เขียนหนึ่งในนั้น (เขียน 1 Chapter) สามารถนับได้หรือไม่ และนับอย่างไร
    6. บทความวิจัยที่ไม่ได้มาจากฐานของงานวิจัยสามารถนับได้หรือไม่
    7. ในกรณีที่ทำผลงานทางวิชาการหลายคนจะนับอย่างไร
    ตอบ :
    1. ไม่สามารถนับได้ นับได้เฉพาะบทความวิชาการ และตำราหรือหนังสือ
    2. บทความทางวิชาการลงในวารสาร ส่วนหนังสือหรือตำราให้ระบุชื่อผู้ทรงคุณวุฒิที่ประเมินผลงาน กรณีผลงานที่ได้ตำแหน่งทางวิชาการให้แสดงหลักฐานการได้ตำแหน่งทางวิชาการ
    3. ไม่สามารถนับได้ นับได้เฉพาะบทความวิชาการ และตำราหรือหนังสือ
    4. ไม่สามารถนับได้ นับได้เฉพาะบทความวิชาการ และตำราหรือหนังสือ
    5. ไม่สามารถนับได้ จะนับได้ก็ต่อเมื่อมีส่วนร่วมเขียนร้อยละ 50 ขึ้นไป
    6. ตัวบ่งชี้นี้ คือ บทความทางวิชาการ ถ้าเป็นบทความวิจัยควรจะนับในตัวบ่งชี้ที่ 5
    7. นับโดยทำผลงานทางวิชาการร้อยละ 50 ขึ้นไปถึงจะนับได้

    ถาม : ตัวบ่งชี้ที่ 8 การนำความรู้และประสบการณ์จากการให้บริการวิชาการมาใช้ในการพัฒนาการเรียนการสอนหรือการวิจัย (สมศ.)
    1. ประเด็นการพิจารณาข้อที่ 2 ข้อมูลหรือหลักฐานที่ใช้ในการประกอบ หากโครงการบริการวิชาการนั้นหลังจากทำโครงการและสรุปโครงการแล้วระบุว่าจะนำไปสู่การทำงานวิจัยนั้นๆ แล้ว เพียงพอในการนำมานับหรือไม่ หรือจำเป็นต้องมีผลงานวิจัย หรือสัญญาทุนของงานวิจัยที่ระบุไว้ในสรุปโครงการบริการวิชาการนั้น ๆ ซึ่งหากเป็นกรณีหลังการดำเนินการอาจไม่แล้วเสร็จในปีการศึกษาเดียว หรืออาจเป็นโครงการที่เกิดขึ้นในปีนี้แต่เป็นแผนโครงการวิจัยที่จะเกิดขึ้นในปีถัดไป
    2. รายวิชาที่มีการเปิดสอน โดยมีกิจกรรมเสริมหลักสูตรในรายวิชานั้นหลายโครงการ จะนับเป็นบริการวิชาการได้หรือไม่ ถ้านับได้จะนับตามจำนวนรายวิชา หรือนับตามจำนวนโครงการในรายวิชานั้นๆ
    3. การบริการวิชาการที่นำมาบูรณาการกับการสอนหรือการวิจัยพิจารณาช่วงเวลาอย่างไร เช่น โครงการบริการวิชาการในปีการศึกษา 2552 แต่มีการบูรณาการในปีการศึกษา 2553 จะนับอย่างไร
    ตอบ :
    1. หลักฐานของผลงานวิจัย
    2. ไม่นับเป็นบริการวิชาการ เพราะการบริการวิชาการต้องบริการบุคคลภายนอก
    3. นับปีที่บูรณาการ ไม่นับปีที่ทำโครงการบริการวิชาการ

    ถาม : ตัวบ่งชี้ที่ 9 การเรียนรู้และเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน หรือองค์กรภายนอก (สมศ.)
    1. ความหมายที่ชัดเจนของ “ต่อเนื่อง” “ยั่งยืน” และ “องค์กรเข้มแข็ง”
    2. คณะดำเนินการร่วมกับสถาบันได้หรือไม่
    ตอบ :
    1. โดยพิจารณาจากระยะเวลาดำเนินการ
    1. “ต่อเนื่อง” ดำเนินการระยะเวลา 2 ปี
    2. “ยั่งยืน” ดำเนินการระยะเวลา 5 ปี
    3. “องค์กรเข้มแข็ง” สามารถดำเนินการเองได้
    2. คณะดำเนินการหรือร่วมกับสถาบันได้
    1. วัดทั้งระดับคณะและระดับสถาบัน
    2. ทำร่วมกันได้ สถาบันนับได้
    3. นับในคณะที่รับผิดชอบ และแสดงหลักฐานของการเข้าร่วม

    ถาม : ตัวบ่งชี้ที่ 10 การส่งเสริมและสนับสนุนด้านศิลปะและวัฒนธรรม (สมศ.) คณะดำเนินการร่วมกับสถาบันได้หรือไม่
    ตอบ : คณะดำเนินการหรือร่วมกับสถาบันได้

    ถาม : ตัวบ่งชี้ที่ 11 การพัฒนาสุนทรียภาพในมิติทางศิลปะและวัฒนธรรม คณะดำเนินการร่วมกับสถาบันได้หรือไม่ (สมศ.)
    ตอบ : คณะสดำเนินการหรือร่วมกับสถาบันได้

    ถาม : ตัวบ่งชี้ที่ 13 การปฏิบัติตามบทบาทหน้าที่ของผู้บริหารสถาบัน
    1. ควรใช้ผลการประเมินปีเดียวหรือไม่ เนื่องจากในความเป็นจริงกำลังจะประเมินคณะกรรมการประจำคณะปีแรก (ปีการศึกษา 2553) การให้ผู้ตอบแบบสอบถามตอบย้อนหลังไปที่ปี 2551 กับ 2552 ไม่น่าจะได้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือ จึงควรให้ใช้คะแนนประเมินที่ได้จากการประเมินปี 2553 ปีเดียว (เป็นตัวแทนของกลุ่มตัวอย่างทั้งสามปี)
    2. ผู้บริหารสถาบันหมายถึงในระดับคณะด้วยหรือไม่ (สมศ.)
    ตอบ :
    1. การประเมินกลุ่มแรก ปีงบประมาณ 2554 ใช้ข้อมูลปีเดียว
    2. ประเมินระดับสถาบัน ผู้บริหารสถาบัน หมายถึง อธิการบดี
    ประเมินระดับคณะ ผู้บริหารคณะ หมายถึง คณบดี

    ถาม : ตัวบ่งชี้ที่ 14 การพัฒนาคณาจารย์ (สมศ.) นับอาจารย์ที่ลาศึกษาต่อหรือไม่
    ตอบ : นับอาจารย์ทั้งหมด

    ถาม : ตัวบ่งชี้ที่ 15 ผลประเมินการประกันคุณภาพภายในรับรองโดยต้นสังกัด (สมศ.) คณะประเมินการประกันคุณภาพภายในโดยอาจใช้ไม่ครบ 23 ตัวบ่งชี้ของ สกอ.
    ตอบ : ใช้คะแนนการประเมินจากตัวบ่งชี้ของ สกอ. ถ้าไม่มีคะแนนในตัวบ่งชี้ใด ให้นำคะแนนของสถาบันมาให้ครบ 23 ตัวบ่งชี้
    ถาม : ตัวบ่งชี้ที่ 16 ผลการพัฒนาให้บรรลุตามปรัชญา ปณิธาน พันธกิจและวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งสถาบัน (สมศ.)
    1. คณะสามารถดำเนินการต่างจากสถาบันได้หรือไม่ ถ้าคณะกำหนดตัวบ่งชี้อัตลักษณ์/จุดเน้นที่แตกต่างจากที่สถาบันกำหนดไว้ คณะจะต้องเสนอสภาสถาบัน เพื่อให้ความเห็นชอบด้วยหรือไม่
    2. “จุดเน้น จุดเด่น” จะแตกต่างจากผลการพัฒนาตามปรัชญา ปณิธาน วัตถุประสงค์ของสถาบันหรือไม่
    ตอบ : คณะกรรมการได้พิจารณาแยกเป็น 2 ตัวบ่งชี้ ได้แก่
    1. 16.1 ผลการพัฒนาสถาบันตามปรัชญา ปณิธาน พันธกิจและวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งสถาบัน (ประเมินระดับสถาบันเท่านั้น)
    16.2 ผลการพัฒนาบัณฑิตให้เกิดอัตลักษณ์ตามปรัชญา ปณิธาน วิสัยทัศน์ พันธกิจและวัตถุประสงค์ของสถาบัน (ประะมินทั้งในระดับคณะและระดับสถาบัน)
    2. “จุดเน้น จุดเด่น” ที่สะท้อนอัตลักษณ์สถานศึกษา ซึ่งคณะและสถาบันอาจเหมือนหรือต่างกันก็ได้ หรือาจส่งเสริมซึ่งกันและกัน

    ถาม : ตัวบ่งชี้ที่ 16.1, 17 และ 18 ของ สมศ. ของระดับมหาวิทยาลัยเลือกหัวข้อใดเพื่อดำเนินการ
    ตอบ : ระดับมหาวิทยาลัยเลือกหัวข้อในการดำเนินการดังนี้
    • ตัวบ่งชี้ที่ 16.1 เรื่อง นิสิตกับการช่วยเหลือสังคมและชุมชน
    • ตัวบ่งชี้ที่ 17 เรื่อง การเป็นที่พึ่งของสังคมและชุมชน
    • ตัวบ่งชี้ที่ 18
    • 18.1 เรื่อง การจัดการทรัพยากที่ยั่งยืน
    • 18.2 เรื่อง การยกระดับคุณภาพชีวิตชาวใต้
    ถาม : ตัวบ่งชี้ที่ 6 ของ สมศ. เรื่องการนำไปใช้ประโยชน์ จะนับอย่างไร
    ตอบ : สามารถนับจำนวนของหน่วยงานที่นำผลงานไปใช้งานได้ เช่น 1 ชิ้นงาน นำไปใช้งาน
    10 หน่วยงานให้นับเป็น 10
    ถาม : ตัวบ่งชี้ที่ 10 ของ สมศ. เรื่องการส่งเสริมและสนับสนุนด้านศิลปะและวัฒนธรรม
    ประเด็นการพิจารณาข้อที่ 3 มีผลกระทบที่เกิดประโยชน์และสร้างคุณค่าแก่สังคม ให้ใช้หลักฐานอะไร
    ตอบ : หลักฐานที่ใช้คือ ผลประเมินติดตามโครงการ

    ถาม : อาจารย์ผู้ช่วยสอนนับหรือไม่
    ตอบ : ? ไว้วันหลังจะตอบให้แล้วกัน

  2. jaran_qa พูดว่า:

    ขอบคุณพี่แจ็คที่ช่วยทดสอบระบบครับ
    อ่านจนตาลายแต่ก็ได้ความรู้ครับ

  3. kraisorn พูดว่า:

    @kamphanat.a
    1. เปิดเรื่องได้ดีมาก ครับ ผมชอบคำว่า “จัดการความรู้ตัวเอง” สื่อความหมายได้ชัดเจน จัดการตนเอง ก่อน จัดการอย่างอื่น ประมาณนั้น
    2. FAQ มมส สรุปได้สะท้อนการทำงานจริง และเป็นความรู้ที่ควรทราบในรายละเอียด เพื่อทำความเข้าใจ วางแผน ปฏิบัติ ได้ตรง สอดคล้อง ตามเกณฑ์ ครับ (สงสัยชื่อตำแหน่งคุณแจ็ค เป็น นักวิชาการคอมพิวเตอร์ หรือ นักวิชาการศึกษา)
    @jaran_qa
    1. การอ่านแล้วตาลาย เป็นการประเมินการใช้งานระบบฯ เพื่อปรับปรุงพัฒนาต่อ ถ้า Post แล้ว อ่านง่าย มีสื่อประกอบ ก็จะชวนอ่าน
    2. ฝากเรื่องระบบการรวบรวมประเด็นองค์ความรู้ การเชื่อมโยง ครับ ถ้าชัดเจนเป็นระบบ ก็จะได้ความรู้เรื่องนั้น อย่างลึกๆ ทีเดียวครับ

  4. สวัสดิ์น้อย กองทะเบียนฯ พูดว่า:

    โห ….ข้อมูลแน่นขนาด (ตาลาย)
    ผมเห็นด้วยกับการจัดการตนเองมาก
    บางท่านปรมาจารย์ด้านการจัดการความรู้
    หรือเป็นผู้รู้ แต่ยังไม่เคยจัดการตนเองได้เลย
    ในมุมมองผมนะครับ การจัดการความรู้
    สามารถที่จะจัดการได้ทุกอย่าง แม้กระทั่งชีวิตตนเอง
    ยังไงก็ขอขอบพระคุณพี่แจ๊คหลาย ๆ เด้อครับ

  5. ต่ายสุพาภรณ์ (กองคลังและพัสดุ) พูดว่า:

    กระต่าย สุพาภรณ์ กองคลังและพัสดุ ขอบคุณค่ะที่ให้ความรู้ แล้วจะพยายามศึกษา และทำความเข้าใจและนำไปปฏิบัติถึงการวางแผน ปฎิบัติได้ตรง และสอดคล้องตามเกณฑ์ FAQ จะพยายามค่ะ

You must be logged in to post a comment.