0

ทบทวนการใช้ภาษาไทย..ในหนังสือราชการและรายงานการประชุม กันเถอะ

> > >   การใช้ภาษาไทย . . ในหนังสือราชการ   < < <

                     เกร็ดความรู้เกี่ยวกับการใช้ภาษาในการเขียนหนังสือราชการมีประเด็นหลักที่จะ  กล่าวถึงดังนี้

                   ๑. ปัญหาและข้อบกพร่องในการใช้ภาษาในหนังสือราชการ

                   ๒. คอมพิวเตอร์ – ผลกระทบต่อ  * การใช้ภาษาไทย*

                   ๓. คำอธิบายหลักเกณฑ์ในการใช้ภาษาที่จำเป็นต่อการเขียน

                     หนังสือราชการ

  ๑. ปัญหาและข้อบกพร่องในการใช้ภาษาในหนังสือราชการ 

แบ่งออกเป็น  ๒  ลักษณะ  คือ

                   ๑.๑  การสะกดการันต์ไม่ถูกต้อง  เป็นข้อบกพร่องที่มักพบอยู่เสมอๆ ในหนังสือราชการ  ทั้งนี้เนื่องจากคำเหล่านั้นออกเสียงเหมือนกัน  แต่มีความหมายคนละอย่าง  และเขียนต่างกัน  ผู้ใช้ภาษามักใช้ปะปนกันได้  เช่นคำว่า

                   -  ขั้น  ( แปลว่า  ชั้น )

                      กับคำว่า  คั่น  ( แปลว่า  กัน  หรือกั้นไว้  หรือแทรกในระหว่าง )

                   -  ฉัน  ( แปลว่า  เสมอ  อย่างกับ  ราวกับ  เช่น  ฉันญาติ )

                      กับคำว่า  ฉันท์  ( แปลว่า  ความพอใจ  ความยินดี )

                    หรือบางครั้งเขียนผิดเพราะไม่รู้หลักการเขียน   หรือใช้แนวเทียบผิด

เช่น   คำว่า  ญาติ  และ  อนุญาต  ส่วนใหญ่เขียนคำ  อนุญาติ  ผิดเพราะใช้แนวเทียบกับคำว่า ญาติ  และเขียนตาม  ดังนั้น  ผู้ใช้ภาษาจึงต้องสอบทานกับพจนานุกรมดูทุกคำที่ไม่แน่ใจว่าจะเขียนได้ถูกต้อง  ส่วนคำที่ไม่ปรากฏในพจนานุกรม  ก็ต้องไต่ถามผู้รู้  จำการเขียนที่ถูกต้องเอาไว้และใช้ตาม

                    ในหนังสือราชการ  คำที่พบว่าเขียนผิดกันมากที่สุด  คือ  คำว่า “ปรากฏ”  ประมาณร้อยละ  ๗๐  มักเขียนผิดเป็น  (ปรา กฎ)   อาจเป็นเพราะใช้แนวเทียบกับคำว่า  “กฎ”  ซึ่งมีความหมายว่า  ข้อบัญญัติที่ทบวงตราไว้เพื่อการบริหารโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติ  ใช้เป็นคำเดี่ยวๆ หรือเป็นส่วนหน้าของคำอื่นๆ  เช่น  กฎมนเทียรบาล  กฎกระทรวง  กฎธรรมชาติ  กฎบัตร กฎหมาย  กฎหมู่  กฎเกณฑ์  เป็นต้น  ส่วนคำว่า  “ปรากฏ”  นั้น  “กฏ”  ต้องสะกดด้วย  “ฏ”  เท่านั้น  หมายความว่า  สำแดงออกมาให้เห็น  นอกจากนี้ยังมีคำที่มักเขียนผิดอีกเป็นจำนวนมาก แต่จะขอยกตัวอย่างเฉพาะคำที่ใช้เป็นประจำ  อาทิ

 

                   กฎหมาย                   มักเขียนเป็น      กฏหมาย

                   กรรมพันธุ์                  มักเขียนเป็น               กรรมพันธ์

                   กรรมสิทธิ์                  มักเขียนเป็น      กรรมสิทธิ

                   กระตือรือร้น               มักเขียนเป็น               กระตือรือล้น

                   กระบวนการยุติธรรม มักเขียนเป็น ขบวนการยุติธรรม

                   กะทัดรัด                   มักเขียนเป็น      กระทัดรัด

                   กะทันหัน                  มักเขียนเป็น               กระทันหัน

                   กิตติมศักดิ์                  มักเขียนเป็น               กิติมศักดิ์

                   ครองราชย์                 มักเขียนเป็น               ครองราช

                   ครอบคลุม                  มักเขียนเป็น               ครอบคุม

                   คลุมเครือ                   มักเขียนเป็น               คลุมเคลือ

                   คอนเสิร์ต                  มักเขียนเป็น               คอนเสิร์ท

                   คะนอง                     มักเขียนเป็น               คนอง

                   คำนวณ                    มักเขียนเป็น               คำนวน

                   เคหสงเคราะห์              มักเขียนเป็น               เคหะสงเคราะห์

                   งบดุล                       มักเขียนเป็น               งบดุลย์

                   ชะลอ                       มักเขียนเป็น               ชลอ

                   เซนติเมตร                  มักเขียนเป็น               เซ็นติเมตร

                   เซ็นชื่อ                               มักเขียนเป็น               เซ็นต์ชื่อ

                   ดุล                          มักเขียนเป็น               ดุลย์

                   เต็นท์                        มักเขียนเป็น               เต๊นท์

                   ทรัพย์สิทธ                 มักเขียนเป็น               ทรัพยสิทธิ์

                   ทีฆายุโก                    มักเขียนเป็น               ฑีฆายุโก

                   ทุพภิกขภัย                 มักเขียนเป็น               ทุภิกขภัย

                   ทุรกันดาร                  มักเขียนเป็น               ทุรกันดาล

                   เทิดพระเกียรติ             มักเขียนเป็น               เทอดพระเกียรติ

                   นวัตกรรม                  มักเขียนเป็น               นวตกรรม

                   นานัปการ                  มักเขียนเป็น               นานับประการ

                   นิเทศ                       มักเขียนเป็น               นิเทศก์, นิเทศน์

                   นิมิต                        มักเขียนเป็น               นิมิตร

                   นิเวศวิทยา                 มักเขียนเป็น               นิเวศน์วิทยา

                   บิดพลิ้ว                     มักเขียนเป็น               บิดพริ้ว

                   บุคลากร                   มักเขียนเป็น               บุคคลากร

                   บูรณปฏิสังขรณ์           มักเขียนเป็น               บูรณะปฏิสังขรณ์

                   ปฏิกิริยา                   มักเขียนเป็น      ปฏิกริยา

                   ปฐมนิเทศ                  มักเขียนเป็น               ปฐมนิเทศน์

                   ประจัญบาน               มักเขียนเป็น               ประจันบาน

                   ประณิธาน                 มักเขียนเป็น               ประนิธาน

                   ประณีต                    มักเขียนเป็น               ปราณีต

                   ประถมาภรณ์              มักเขียนเป็น               ปฐมาภรณ์

                   ประสบการณ์              มักเขียนเป็น               ประสพการณ์

                   พาณิชย์                    มักเขียนเป็น               พานิช

                   พิธีรีตอง                    มักเขียนเป็น               พิธีรีตรอง

                   ภาพยนตร์                 มักเขียนเป็น               ภาพยนต์

                   มนุษยสัมพันธ์              มักเขียนเป็น               มนุษย์สัมพันธ์

                   มกุฎราชกุมาร              มักเขียนเป็น               มกุฏราชกุมาร ,     

                                                                 มงกุฏราชกุมาร

                   ลิขสิทธิ์                     มักเขียนเป็น               ลิขสิทธิ

                   โลกาภิวัตน์                 มักเขียนเป็น               โลกาภิวัฒน์

                   รังสี                         มักเขียนเป็น               รังษี

                   วีดิทัศน์                     มักเขียนเป็น               วิดีทัศน์

                   วารดิถี                      มักเขียนเป็น               วาระดิถี

                    วิกฤตการณ์, วิกฤติการณ์

                                                มักเขียนเป็น               วิกฤตการ, วิกฤตกาล

                   วันทยหัตถ์                 มักเขียนเป็น               วันทยาหัตถ์

                   สัมมนา                     มักเขียนเป็น               สัมนา

                   สักการบูชา                มักเขียนเป็น               สักการะบูชา

                   สักหลาด                   มักเขียนเป็น               สักกะหลาด

                   สภาวการณ์                มักเขียนเป็น               สภาวะการณ์

                   สถานการณ์                มักเขียนเป็น               สถานะการณ์

                   สังเกต                      มักเขียนเป็น               สังเกตุ

                   สังเกตการณ์                มักเขียนเป็น               สังเกตการ, สังเกตุการ

                   สาระสังเขป                มักเขียนเป็น               สารสังเขป

                   สารประโยชน์              มักเขียนเป็น               สาระประโยชน์

                   สาธารณประโยชน์         มักเขียนเป็น               สาธารณะประโยชน์

                   สังสรรค์                    มักเขียนเป็น               สังสันทน์

                   สัญลักษณ์                  มักเขียนเป็น               สัญญลักษณ์,สัญญลักขณ์

                   สัณฐาน                              มักเขียนเป็น               สันฐาน

                   อนุญาต                              มักเขียนเป็น               อนุญาติ

                   อิริยาบถ                   มักเขียนเป็น               อริยาบท

                   อิสริยาภรณ์                มักเขียนเป็น               อิสสริยาภรณ์

                   อุปการคุณ                 มักเขียนเป็น               อุปการะคุณ

                   อเนกประสงค์              มักเขียนเป็น               เอนกประสงค์

 

                                                ฯลฯ

 

 

                   ๑.๒  การใช้คำไม่ถูกต้อง  มีการใช้คำไม่ถูกต้องหลายประการ  เช่น  ใช้คำไม่ตรงความหมาย  ใช้คำฟุ่มเฟือย  ใช้คำไม่เหมาะสม  กาลเทศะและบุคคล  ใช้คำไม่สิ้นกระแส    ความใช้คำเชื่อมผิดหลักภาษา   เว้นวรรคตอนไม่ถูกต้อง  ฯลฯ  ดังตัวอย่างต่อไปนี้

 

          –  จะทำการเปิดรับสมัคร  ใช้คำฟุ่มเฟือย  ควรใช้ว่า  จะเปิดรับสมัคร

          -  ใช้เวลาในการอบรม  ใช้คำฟุ่มเฟือย  ควรใช้ว่า  ใช้เวลาอบรม

           -  “…ในปัจจุบันสินค้าที่ส่งไปประเทศลาว  ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าประเภทเครื่องอุปโภคบริโภค…” 

 ข้อความนี้  คำว่า  จะ  เป็นคำช่วยบอกอนาคต  แต่ใช้ในความหมายเป็นปัจจุบัน จึงเป็นการใช้คำที่ขัดแย้งกันเองในประโยค  และใช้คำโดยไม่จำเป็น  จึงควรแก้เป็น     “…ในปัจจุบันสินค้าที่ส่งไปประเทศลาว ส่วนใหญ่เป็นสินค้าประเภทเครื่องอุปโภคบริโภค…”

           -  “…ประกอบกับ  จ.อ.วีรสิฏฐ์ฯ  เป็นนักกีฬาแล่นเรือใบทีมชาติที่มีความรู้ความสามารถสูง  ซึ่งการบรรจุ  จ.อ.วีรสิฏฐ์ฯ  เข้ารับราชการในตำแหน่งอัตราดังกล่าว…”

 คำว่า  ซึ่ง  เป็นคำสรรพนามที่ใช้แทนนามหรือข้อความที่อยู่ข้างหน้า  แต่ในที่นี้ ซึ่ง  ไม่ได้ใช้เพื่อขยายนามหรือข้อความที่อยู่ข้างหน้า จึงไม่จำเป็นต้องใช้ให้ตัดทิ้งได้  และขึ้นเป็นประโยคใหม่

  ๒. คอมพิวเตอร์ - ผลกระทบต่อ  * การใช้ภาษาไทย*

                   ปัจจุบันคอมพิวเตอร์ได้เข้ามามีบทบาทต่อการพิมพ์หนังสือราชการเป็นอย่างมาก
เนื่องจากการพิมพ์ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์จะได้ต้นฉบับของงานพิมพ์ที่สวยงาม  สามารถจัด      รูปแบบ  สีสัน  ได้ตามต้องการ  โดยไม่ต้องเปลืองกระดาษ    นอกจากนี้ยังสามารถเก็บข้อมูล   ไว้ได้  ทำให้สะดวกในการแก้ไขและสิ้นเปลืองเวลาน้อยลง  อย่างไรก็ตาม  การนำคอมพิวเตอร์ มาใช้ในการพิมพ์ได้ส่งผลกระทบต่อ   *การใช้ภาษาไทย*   อย่างเห็นได้ชัด  คือ  เรื่องของ    วรรคตอนของภาษาไทย  เนื่องจากคอมพิวเตอร์หาที่สิ้นสุดของคำไทยไม่ได้  หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ  คนไม่อาจบอกเครื่องได้ว่า  ขอบเขตของคำไทยอยู่ที่ไหน    ประกอบกับในปัจจุบัน โปรแกรมประมวลผลคำ  (Word Processor) ยังไม่สามารถจะตัดคำไทยได้อย่างถูกต้อง  ถึงแม้จะให้โปรแกรมสามารถช่วยจัดย่อหน้าให้ตัวอักษรชิดขวา  (หลังตรง)  หรือจัดรูปแบบการพิมพ์ให้สวยงามได้ตามใจชอบก็ตาม  แต่ผู้ใช้ก็ยังต้องตรวจตราดูทุกบรรทัดว่า  ตัดคำถูกต้องหรือไม่ ถึงกระนั้นก็ยังพบอยู่เสมอว่ามีการแยกคำที่ผิดหลักภาษา  โดยเป็นการแยกคำอย่างที่ไม่เคยทำกันมาก่อน  เช่น  ระเหย  แยกเป็น  ระ กับ เหย  โดยมี ระ เป็นสองตัวสุดท้ายของบรรทัดบน  ส่วนเหย  เป็นสามตัวแรกของบรรทัดต่อไป เช่นเดียวกับคำอื่นๆ  ที่ขึ้นต้นด้วย  ประ  กระ  กะ  และอื่นๆ  ในทำนองเดียวกัน นอกจากนี้  มีการแยกคำแบบฉีกกลางคำอย่างที่ไม่ควรเป็น  เช่น  แนวโน้ม

แยกเป็น แนวโ – น้มไม่ได้  แยกเป็น  ไม่ไ – ด้  หรือบางทีก็เว้นวรรคแบบตามบุญตามกรรม     บางทีก็เว้นวรรคหนึ่งช่วงตัวอักษร  บางทีก็สอง  หรือสามหรือสี่ บางครั้งถึงหกหรือเจ็ดก็ยังมี    แล้วแต่จะทำให้บรรทัดเต็มได้อย่างไร  ดังตัวอย่าง

 “ทั้งนี้ ควรมีการมอบอำนาจในเรื่องต่างๆ ให้แก่ รอง ผบ.ทร. ผช.ผบ.ทร. ปธ.คปษ.ทร. และ”

“เพื่อให้การดำเนินการจัดงานดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และ ด้วยความเรียบร้อย”

 ดังนั้น  ในการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์พิมพ์หนังสือราชการ  ผู้ใช้ควรต้องจัดวรรคตอนเอง  และ ตรวจดูทุกบรรทัดด้วยว่าเครื่องตัดคำถูกต้องหรือไม่  ไม่ควรปล่อยให้เครื่อง  ตัดคำ  (ดูคำ  อธิบายเรื่อง  การใช้เครื่องหมายยัติภังค์  และการเว้นวรรคตอน  ในข้อ ๓.  ประกอบด้วย)

 ๓. คำอธิบายหลักเกณฑ์ในการใช้ภาษาที่จำเป็นต่อการเขียนหนังสือราชการ

                    การใช้คำ  “ซึ่ง”  ที่ถูกและผิดในหนังสือราชการ  คำว่า  “ซึ่ง”  เป็นอีกคำหนึ่งที่มี การนำไปใช้กันมากจนพร่ำเพรื่อ  บางครั้งข้อความเพียง  ๑ – ๒ บรรทัด  มีการใช้  “ซึ่ง”  อยู่ หลายคำ  และมีทั้งการใช้ที่ถูกและผิดคำว่า  “ซึ่ง” เป็นคำสรรพนาม  มีหลักการใช้เช่นเดียวกับ  ที่  และ  อัน  กล่าวคือใช้แทนนามหรือข้อความที่อยู่ข้างหน้า  และใช้เชื่อมอนุประโยค  ข้างหลังคำ  “ซึ่ง”  เข้ากับประโยคหลักข้างหน้าให้เป็นประโยคเดียวกัน  อันจะทำให้ข้อความหรือประโยคทั้งหมดมีลักษณะกระจ่างแจ้งและสละสลวยยิ่งขึ้น  ถ้าไม่ได้ใช้เพื่อขยายนามหรือข้อความที่อยู่ข้างหน้า  ก็ไม่ต้องใช้คำ  “ซึ่ง”  เชื่อมโดยเด็ดขาด  ให้ใช้วิธีขึ้นประโยคใหม่ไปเลย  ก็จะไม่เสียเนื้อความ  ตัวอย่างประโยคที่ใช้คำ  ซึ่งตัวอย่าง

                    คุณสง่ากำลังเล่นเปียโน  ซึ่งซื้อมาใหม่  ให้จบเพลง

“ซึ่ง”  เป็นสรรพนาม  แทนคำ  เปียโน  อยู่ข้างหน้า  และทำหน้าที่เชื่อมอนุประโยคให้เป็นประโยคเดียวกับประโยคใหญ่  ถือว่าใช้ถูกต้องตัวอย่าง

                    “ที่สะท้อนให้เห็นความไม่พอใจต่อการออกกฎหมาย  ซึ่งส่งผลถึงเสรีภาพในการรับรู้ข่าวสารของประชาชน  ซึ่งการเคลื่อนไหวครั้งนี้  เป็นการเพิ่มแรงกดดัน”

“ซึ่ง”  คำแรก  ใช้แทนคำนาม  “กฎหมาย”  ที่อยู่ข้างหน้า  ถือว่าใช้ถูกต้อง  “ซึ่ง” คำหลัง  ไม่ได้แทนคำนามข้างหน้าเลย  จึงใช้ผิด  ต้องตัดทิ้งไป  โดยขึ้นเป็นประโยคใหม่  ก็ได้ความครบถ้วนสมบูรณ์อยู่แล้ว

                    @  การใช้คำบุพบท  กับ  แก่  แด่  ต่อ  @ 

-  “กับ”  ใช้เชื่อมคำหรือความเข้าด้วยกัน  มีความหมายว่า  รวมกัน  หรือ  เกี่ยวข้องกัน  เช่น  ฟ้ากับดิน  กินกับนอน  หายวับไปกับตา 

-  “แก่”  ใช้นำหน้านามฝ่ายรับ  เป็นบทที่รับอาการโดยตรงใช้เมื่อผู้รับมีศักดิ์เสมอหรือต่ำกว่าผู้ให้  เช่น  ให้เงินแก่เด็ก  ขอความสวัสดีจงมีแก่ทุกคน  พ่อแม่ให้ความรักแก่ลูก 

-  “แด่”  ใช้แทนแก่เมื่อนำหน้านามฝ่ายรับที่มีศักดิ์สูงกว่าผู้ให้  เช่น  ถวายของแด่พระภิกษุสงฆ์ 

-  “ต่อ”  ใช้ในความติดต่อ  ความเฉพาะ  และความขัดแย้งใช้เมื่อผู้รับเป็นผู้ใหญ่มีอำนาจหน้าที่สูงกว่า

-  “ต่อ”  จึงมีความหมายว่า  เฉพาะ,  ประจันหน้า  เช่น  ต่อหน้า  ยื่นต่ออำเภอ ;  เมื่อถึง  เช่น  มาต่อปีหน้า ;  แต่ละ , ราย  เช่น  ต่อคน  ต่อปี ;  เทียบส่วนกัน เช่น  ๓  ต่อ  ๑ ;  เรียนวิชาบางอย่างโดยวิธีถ่ายทอดแบบจากปากสู่ปาก  เช่น  ต่อเพลง

                   ตัวอย่าง

                   – ย่อมมีผลกระทบโดยตรงต่อการผลิตอาหาร

                   – เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้เสียภาษี

                   – เพื่อให้กำลังงานแก่ร่างกาย

                   – รายงานต่อผู้บังคับบัญชา

                   – เสนอเรื่องต่อที่ประชุม

  การใช้เครื่องหมายยัติภังค์ ( – )

                    เครื่องหมายยัติภังค์  ( – )  เป็นเครื่องหมายวรรคตอนที่มีผู้สงสัยกันมากว่า            มีหลักเกณฑ์การใช้ที่ถูกต้องอย่างไร  เครื่องหมายยัติภังค์  ใช้เขียนไว้ที่สุดบรรทัดเพื่อต่อ  พยางค์หรือคำสมาส  ซึ่งจำเป็นต้องเขียนแยกบรรทัดกัน เนื่องจากมาอยู่ตรงสุดบรรทัดและ      ไม่มีที่พอจะบรรจุคำเต็มได้  หมายความว่า  คำที่มีหลายพยางค์  เมื่อจำเป็นต้องเขียนแยก บรรทัดกัน  ให้ใส่เครื่องหมายยัติภังค์คั่นระหว่างพยางค์  แต่ทั้งนี้ต้องดูว่าพยางค์นั้นๆ มี       ความหมายสมบูรณ์ในตัวหรือไม่  ถ้าไม่มีความหมายสมบูรณ์ในตัว  จะต้องใส่เครื่องหมาย  ยัติภังค์  และคำที่แยกกันจะต้องแยกให้ถูกภาษาด้วย  เช่น

                    จิตวิทยา                             (จิต-วิทยา)

                   ประสบการณ์                        (ประสบ-การณ์)

                   อุตสาหกรรม                         (อุต-สาหกรรม, อุตสาห-กรรม)

                   ราชการ                              (ราช-การ)

                   อนุรักษ์                               (อนุ-รักษ์)

                   ปฏิกิริยา                             (ปฏิ-กิริยา)

                   พระราชดำเนิน                      (พระราช-ดำเนิน)

                   อุบัติเหตุ                             (อุบัติ-เหตุ)

                   มลภาวะ                             (มล-ภาวะ)

                   วิกฤติการณ์                          (วิกฤติ-การณ์)

          ข้อสังเกต  คำที่ขึ้นต้นด้วย  ประ  กระ  กะ  ระ  ละ  และคำอื่น ๆ ในทำนองเดียวกัน       มักไม่นิยมแยกคำ  เช่น  กะทัดรัด  กะทันหัน  กะพริบ  กะโหลก  ระเหย  ชะลอ  ละออง    ดำเนิน  จำเริญ  เป็นต้น

  การใช้ไม้ยมก  (ๆ)

                    จากการสังเกตการณ์ใช้ไม้ยมกในหนังสือราชการ  ปรากฏว่า ส่วนใหญ่ใช้ไม้ยมก   ในทุก ๆ ที่ที่มีคำซ้ำกัน  และหลาย ๆ คนยังคิดว่า  ถ้าเขียนคำซ้ำติดกันเมื่อใด  ก็ให้ใช้ไม้ยมกแทนคำซ้ำคำหลังได้เมื่อนั้น  ซึ่งเป็นการเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง  ดังตัวอย่าง

                    ” มีค่าใช้จ่ายสำหรับการจัดเลี้ยงอาหารกลางวันผู้ร่วมสัมมนา จำนวน ๔๐ นาย ๆ ละ ๑๐๐ บาท” 

                    ไม้ยมก  ( ๆ )  เป็นเครื่องหมายที่ใช้เขียนแทนคำหรือความที่มีรูปเดียวกันเสียงเดียวกัน  ความหมายเดียวกัน  หรือเป็นคำชนิดเดียวกัน   แต่ในกรณีที่คำรูปเดียวกัน เสียงเดียวกัน  แต่ความหมายของคำต่างกัน หรือเป็นคำคนละชนิด  ทำหน้าที่คนละอย่างห้ามใช้ไม้ยมก  ต้องเขียนคำหรือความนั้นซ้ำลง  ข้อนี้อาจยุ่งยากกับผู้เขียนหนังสือบ้างถ้าไม่รู้จักชนิดของคำในไวยากรณ์  แต่ถ้าใช้วิธีสังเกตว่า  ความหมายของคำนั้นแตกต่างกัน   หรือไม่  ก็จะเขียนได้ถูกต้อง  เช่น

 

ของของใคร  ไม่เขียน  ของ ๆ ใคร

ของ  คำแรก = คำนาม    ของ คำหลัง = คำบุพบท

 

คุณแม่ไปซื้อที่ที่อยุธยา  ไม่เขียน  คุณแม่ไปซื้อที่ๆ อยุธยา

ที่  คำแรก = คำนาม   ที่  คำหลัง = คำบุพบท

 

ผมผมหยิกมาก  ไม่เขียน  ผมๆ หยิกมาก

ผม  คำแรก = คำนาม    ผม  คำหลัง = คำสรรพนาม

                    ดังนั้น  ข้อความในตัวอย่างข้างต้น  จึงไม่สามารถใช้ไม้ยมกแทนคำซ้ำได้เพราะเป็นคนละความกันต้องแก้ไขเป็น

                    “มีค่าใช้จ่ายสำหรับการจัดเลี้ยงอาหารกลางวันผู้ร่วมสัมมนา จำนวน ๔๐ นาย  นายละ ๑๐๐ บาท”

 ฯพณฯ

                    คำ  “ฯพณฯ”  เป็นอีกคำหนึ่งที่มีผู้สงสัยว่า  เขียนอย่างไร  อ่านว่า อย่างไร  ใช้กับบุคคลระดับใด  และจะใช้ในหนังสือราชการได้หรือไม่

                   คำ  “ฯพณฯ”  ต้องเขียนโดยมีไปยาลน้อยกำกับไว้ทั้งข้างหน้าและข้างหลังเสมอ  ดังนี้  ฯพณฯ  และอ่านว่า  พะนะท่าน  ใช้เป็นคำนำหน้าชื่อ  หรือตำแหน่งข้าราชการผู้ใหญ่ ตั้งแต่ระดับรัฐมนตรีขึ้นไป  และเอกอัครราชทูต  เป็นต้น

                     ในหนังสือหลักเกณฑ์การใช้เครื่องหมายวรรคตอน ซึ่งราชบัณฑิตยสถานจัดพิมพ์  เผยแพร่  ได้แสดงตัวอย่างวิธีการใช้  ดังนี้

                    ฯพณฯ พลเอก เปรม    ติณสูลานนท์  ประธานองคมนตรี  และรัฐบุรุษ

                   ฯพณฯ นายชวน    หลีกภัย  นายกรัฐมนตรี

                   ฯพณฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

                    ในการเขียนชื่อต่างๆ ราชบัณฑิตยสถานกำหนดหลักเกณฑ์ไว้ดังนี้

 * *  กรณีที่ต้องเว้นวรรค  * *

                    ๑. เว้นวรรคระหว่างชื่อกับนามสกุล

                     ตัวอย่าง    นายสันติ    ส่งเสริมสวัสดิ์

                    ๒. เว้นวรรคระหว่างชื่อบุคคลกับตำแหน่ง

                       ตัวอย่าง    นายชวน    หลีกภัย    นายกรัฐมนตรี

                    ๓. เว้นวรรคระหว่างยศกับชื่อ

                       ตัวอย่าง    พันตำรวจเอก  กำพล    ยุทธสารประสิทธิ์

                    ๔. เว้นวรรคเฉพาะข้างหลังเครื่องหมายไปยาลน้อย ในกรณีที่ส่วน

ที่ละไว้เป็นข้อความที่เขียนติดกับข้อความข้างหน้า

                        ตัวอย่าง    สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถโปรดเกล้าฯ

                    ถ้าส่วนที่ละไว้เป็นข้อความที่ต้องเขียนเว้นวรรคหลังความ

ข้างหน้าให้เว้นวรรคทั้งข้างหน้าและข้างหลังเครื่องหมายไปยาลน้อย

                        ตัวอย่าง สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี

                    ๕. เว้นวรรคระหว่างคำนำหน้านามแต่ละชนิด

                     ตัวอย่าง    ศาสตราจารย์  คุณหญิงแม้นมาส    ชวลิต

                    ๖. เว้นวรรคหลังคำนำพระนามพระบรมวงศานุวงศ์

                       ตัวอย่าง    สมเด็จพระบรมวงศ์เธอ  เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์

กรมพระนครสวรรค์วรพินิต

                    ๗. เว้นวรรคระหว่าง  ชื่อบริษัท  ธนาคาร  ฯลฯ  กับคำ  “จำกัด”

ที่อยู่ท้ายชื่อ

                     ตัวอย่าง    บริษัทกรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน)  

ธนาคารกรุงเทพ จำกัด

                    ๘. เว้นวรรคระหว่างคำ    “หุ้นส่วนจำกัด”    และ    “ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล”   กับชื่อ

                     ตัวอย่าง    ห้างหุ้นส่วนจำกัด  เหรียญทองการพิมพ์  ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล  ปัญญากิจ

                    ๙. เว้นวรรคระหว่างกลุ่มอักษรย่อ

                     ตัวอย่าง    นายเสริม    วินิจฉัยกุล    ป.จ. ม.ป.ช. ม.ว.ม.

 * *  กรณีที่ไม่เว้นวรรค  * *

                    ๑. ไม่เว้นวรรคระหว่างคำนำหน้าชื่อ  นาย  นาง  นางสาว  เด็กชาย  เด็กหญิง     คุณหญิง  ท่านผู้หญิง  คุณ  กับชื่อ

 ตัวอย่าง 

                   นายมารุต    บุนนาค

                   นางสุจิตรา    มงคลกิติ

                   เด็กชายกอบศักดิ์    ดำรงสุข

                   เด็กหญิงดังใจ    สุวรรณกิติ

                   คุณหญิงกานดา    ฐิตะฐาน

                   ท่านผู้หญิงมณฑินี    มงคลนาวิน

                   คุณหญิงรัญจวน    อินทรกำแหง

                   คุณนิลวรรณ    ปิ่นทอง

                    ๒. ไม่เว้นวรรคระหว่างบรรดาศักดิ์  สมณศักดิ์  ฐานันดรศักดิ์กับนาม  หรือราชทินนาม

 ตัวอย่าง

                   หลวงประเสริฐอักษรนิติ์    พระธรรมราชานุวัตร 

                   หม่อมเจ้าพูนศรีเกษม    เกษมศรี

                    ๓. ไม่เว้นวรรคระหว่างคำนำหน้าชื่อที่เป็นตำแหน่ง  หรืออาชีพกับชื่อ

 ตัวอย่าง

                   ศาตราจารย์ระพี    สาคริก   

                   นายแพทย์ประเวศ    วะสี

                    ๔. ไม่เว้นวรรคระหว่างคำนำหน้าชื่อที่แสดงฐานะของนิติบุคคล หน่วยงาน        หรือกลุ่มบุคคล  กับชื่อ

 ตัวอย่าง

                   สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย

                   มูลนิธิศิลปาชีพ

                   สำนักพิมพ์ตันอ้อ

                   โรงเรียนเขมะสิริอนุสรณ์

                   บริษัทอะไหล่กล จำกัด

                   กรมศิลปากร  

                   คณะกรรมการพัฒนาหนังสือ

 คำนำหน้าชื่อประเทศ

                    ปัจจุบันชื่อของประเทศต่างๆ ที่เป็นทางการมักมีคำนำหน้าเป็นส่วนประกอบของชื่อรวมอยู่ด้วย  เพื่อบอกให้ทราบถึงลักษณะการปกครองบางอย่างของประเทศนั้นๆ  ตัวอย่างเช่น ประเทศไทย  มีชื่อเป็นทางการคือ  ราชอาณาจักรไทย  เขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า   Kingdom  of Thailand   บอกให้รู้ว่าเป็นประเทศที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของประเทศ  ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี  และประกาศราชบัณฑิตยสถาน  เรื่อง  กำหนดชื่อประเทศ ดินแดน  เขตการปกครอง  และเมืองหลวง  พุทธศักราช  ๒๕๔๐   ได้แสดงชื่อประเทศต่างๆ ทั่วโลกเป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษควบคู่กันในรายชื่อดังกล่าวปรากฏว่า  มีคำนำหน้าชื่อประเทศแสดงไว้ด้วย โดยบางคำได้ใช้กันแพร่หลายแล้วคุ้นหูกันดี  แต่บางคำก็ค่อนข้างแปลกหู  มีใช้เฉพาะ กับบางประเทศเท่านั้น  ในที่นี้จะได้รวบรวมคำนำหน้าชื่อประเทศต่างๆ มาแสดงเพื่อเป็นประโยชน์แก่    ผู้สนใจ

                      ๑. ราชอาณาจักร  (Kingdom)  เป็นคำนำหน้าชื่อประเทศที่มีกษัตริย์เป็นประมุข ของประเทศ  ตัวอย่างเช่น

                   -  ราชอาณาจักรเบลเยียม  (Kingdom  of  Belgium)

                   -  ราชอาณาจักรโมร็อกโก  (Kingdom  of  Morocco)

                    ๒. ราชรัฐ  (Principality,  Grand  Duchy)  เป็นคำนำหน้าชื่อประเทศที่มีประมุขของประเทศดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าชาย  หรือพระราชวงศ์  (Prince  หรือ  Grand  Duke)
ตัวอย่างเช่น

                   -  ราชรัฐโมนาโก  (Principality  of  Monaco)

                   -  ราชรัฐลักเซมเบิร์ก  (Grand  Duchy  of  Luxembourg)

                    ๓. รัฐสุลต่าน  (Sultanate)  เป็นคำนำหน้าชื่อประเทศที่มีสุลต่านเป็นประมุข
ของประเทศ  ในขณะนี้มีประเทศที่ใช้คำนำหน้าชื่อนี้เพียงประเทศเดียว คือ  รัฐสุลต่านโอมาน (Sultanate of Oman)

                    ๔. สาธารณรัฐ  (Republic)  เป็นคำนำหน้าชื่อประเทศที่มีประธานาธิบดีเป็นประมุขของประเทศตัวอย่างเช่น

                   -  สาธารณรัฐสิงคโปร์  (Republic  of  Singapore)

                   -  สาธารณรัฐฝรั่งเศส  (FrenchRepublic)

                    บางประเทศอาจมีคำประกอบชื่ออย่างอื่นกำกับคำว่า  สาธารณรัฐ เพื่อบ่งบอกลักษณะการปกครอง  (มักใช้กับประเทศที่มีระบอบการปกครองแบบสังคมนิยม  หรือคอมมิวนิสต์) หรือเพื่อเน้นความสำคัญของศาสนา  หรือเชื้อชาติหลักของประเทศ  เพิ่มเติมด้วยก็ได้  ตัวอย่างเช่น

                   -  สาธารณรัฐประชาชนจีน  (Peoples  Republic  of  China)

                   -  สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม 

                   (Socialist  Republic  of  Vietnam)

                   -  สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน  (Islamic  Republic  of  Iran)

                   -  สาธารณรัฐอาหรับอียิปต์  (Arab  Republic  of  Egypt)

                    ๕. สหพันธ์สาธารณรัฐ  (Federal  Republic  หรือ  Federative Republic)  และสมาพันธรัฐ  (Confederation)  เป็นคำนำหน้าชื่อประเทศที่มีการปกครองแบบรัฐรวม  คือ 
แบ่งการปกครองออกเป็นรัฐต่าง ๆ แต่ละรัฐมีรัฐบาลท้องถิ่นปกครองดูแลเป็นอิสระ  ในขณะ
เดียวกัน  ก็มีรัฐบาลกลางดูแลการปกครองส่วนรวมของประเทศ  ตัวอย่างเช่น

                   -  สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน  (Federal  Republic  of  Germany)

                -  สมาพันธรัฐสวิส  (Swiss  confederation)

                    ๖. สหรัฐ  (United  States)  และสหภาพ  (Union)  เป็นคำนำหน้าชื่อประเทศที่มีการปกครองแบบรัฐรวมทำนองเดียวกับสหพันธ์สาธารณรัฐและสมาพันธรัฐ  ตัวอย่างเช่น 

                   -  สหรัฐอเมริกา  (United  States  of  America)

                   -  สหรัฐเม็กซิโก  (United  Mexican  States)

                   -  สหภาพพม่า  (Union  of  Myanmar)

                    ๗. สหราชอาณาจักร  (United  Kingdom)  และสหสาธารณรัฐ (United  Republic)  เป็นคำนำหน้าชื่อประเทศที่รวมเอาดินแดนซึ่งเคยเป็นอิสระต่อกัน  มาเข้าอยู่ใต้
การปกครองเดียวกัน  หากมีกษัตริย์เป็นประมุขของประเทศก็เรียกว่า  สหราชอาณาจักร 
แต่ถ้ามีประธานาธิบดีเป็นประมุขก็เรียกว่า  สหสาธารณรัฐ   ตัวอย่างเช่น

                   -  สหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่  และไอร์แลนด์เหนือ

                   (United  Kingdom  of  Great  Britain  and  Northern  Ireland)

                   -  สหสาธารณรัฐแทนซาเนีย  (United  Republic  of  Tanzania)

                    ๘. เครือรัฐ  (Commonwealth )  เป็นคำนำหน้าชื่อบางประเทศ  เพื่อบ่งบอกว่า
เป็นประเทศที่ร่วมอยู่ในเครือจักรภพอังกฤษ   ตัวอย่างเช่น

                   -  เครือรัฐออสเตรเลีย  (Commonwealth  of  Australia)

                   -  เครือรัฐโดมินิกา  (Commonwealth  of  Dominica)

                   ประเทศเหล่านี้เคยเป็นอาณานิคมของอังกฤษมาก่อน  เมื่อได้รับเอกราชแล้วยังคงมีความผูกพันร่วมอยู่ในเครือเดียวกัน  จึงใช้คำนำหน้าชื่อประเทศว่า   Commonwealth  ซึ่งย่อสั้นลงจากคำว่า   British  Commonwealth

                    ดังนั้น  เมื่อจะกล่าวถึงชื่อประเทศต่าง ๆ ในการเขียนหนังสือราชการ ผู้เขียนควรเรียกชื่อประเทศให้ถูกต้องตามที่ทางราชการกำหนดไว้ในประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี  และประกาศราชบัณฑิตยสถานเรื่อง  การกำหนดชื่อประเทศ ดินแดน  เขตการปกครอง  และเมืองหลวง  พุทธศักราช  ๒๕๔๐  และหากประเทศใดมีชื่อเป็นทางการ  ซึ่งมีคำนำหน้าชื่อประเทศเป็นส่วนประกอบของชื่อรวมอยู่ด้วยแล้ว  ก็ไม่จำเป็นต้องใช้คำว่า   “ประเทศ”   นำหน้าให้ซ้ำความอีก

เช่นใช้ว่า   “ประเทศไทย”   หรือ  “ราชอาณาจักรไทย”  ไม่ใช่  “ประเทศราชอาณาจักรไทย” เป็นต้น

 

 

ที่มา  :    www.navy.mi.th/navy_admin/sara1.htm

             น.อ.หญิงกนกพรรณ    รัตนกรี

 

 

 

Share and Enjoy:
  • Facebook
  • Google Bookmarks
  • Twitter
  • Print

You must be logged in to post a comment.