0

คำบรรยาย หัวข้อ บทบาทของนิสิตวัฒนธรรมศาสตร์ต่อการประกันคุณภาพการศึกษา 4 กันยายน 2554 ณ ศุภาลัย ป่าสัก รีสอร์ท & สปา อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี โดยกัมปนาท

เรียน  คณบดี  ผู้บริหาร  คณาจารย์  และนิสิตคณะวัฒนธรรมศาสตร์  มหาวิทยาลัยมหาสารคาม  ก่อนอื่นต้องขอแสดงความยินดีในความสำเร็จกับการจัดตั้งคณะน้องใหม่ของมหาวิทยาลัย  แต่มีประวัติความเป็นมาอันยาวนานที่สุดหน่วยงานหนึ่งของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม  ถือว่าเป็นหน่วยงานจัดการเรียนการสอนอันดับที่  20  คณะวัฒนธรรมศาสตร์

สำหรับ  30  นาที  ผมขออนุญาตเรียกผู้ที่นั่งฟังในที่ใช้คำว่า  นิสิต  ซึ่งความจริงแล้วผมคิดว่าเป็นระดับที่ผมต้องเรียกว่าอาจารย์  ก็เพื่อให้ตรงกับหัวข้อในการบรรยายในครั้งนี้

ผมอ่านกำหนดการแล้วมีแต่เนื้อหาที่น่าสนใจมากกับกระแสของการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน  และเห็นรายชื่อวิทยากรแล้ว  (ยกเว้นผม)  ผมว่าคุ้มค่า  กับการมาสัมมนาครั้งนี้

ในส่วนหัวข้อสุดท้ายของการบรรยายในสัมมนาครั้งนี้  ทางคณะตั้งโจทย์ให้ผมคือ “บทบาทของนิสิตวัฒนธรรมศาสตร์ต่อการประกันคุณภาพการศึกษา”  ซึ่งผมคงไม่บรรยายในเชิงของวิชาการ  แต่จะเอาข้อมูล  ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นของมหาวิทยาลัยและคณะ  ในส่วนของการประกันคุณภาพการศึกษา

ผมตั้งคำถามว่า  จบ  หรือ  จบ+มีค่า  ซึ่งหมายความว่าอะไรนั้น  ผมคิดว่านิสิตที่นั่งอยู่ในที่นี้ต้องเลือกแล้ว  ว่าจะปักธง  อะไร  ใน  2  คำนี้  แล้วมันมีอะไรมาเกี่ยวข้องกับคำว่า  มีค่า  ผมจะนำเสนอข้อมูลต่อไป

ในส่วนของ  พรบ.การศึกษาแห่งชาติ  2542  ซึ่งเป็นคัมภีร์การศึกษาของประเทศไทย  เป็นกฎหมายการศึกษา  ซึ่งให้ความสำคัญกับการประกันคุณภาพการศึกษาไว้ถึง  5  มาตรา  คือ  47-51  สรุปง่ายอย่างนี้ครับ  การประกันคุณภาพการศึกษามี  2  ระบบ  คือ  ภายใน  และ  ภายนอก  ถ้าพูดถึงภายในก็จะต้องพูดถึงหน่วยงานต้นสังกัดของเรา  คือ  สกอ.  ถ้าการประกันคุณภาพภายนอก  ก็คือส่วนของ  สมศ  ซึ่งผมคิดว่านิสิตในที่นี้ส่วนใหญ่ก็ทำงานในแวดวงการศึกษา  ซึ่งรู้เรื่องพวกนี้ดี  ผมคงไม่ไล่ในรายละเอียดในแต่ละมาตราแล้วกันนะครับ

สำหรับการประกันคุณภาพภายในของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม  ก็เริ่มมาเกือบ  10  ปีแล้ว  ก่อนที่ผมจะเข้ามาทำงานที่  มมส.  เมื่อปี  2545  เสียอีก  ซึ่งขณะนั้นสถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสานก็ได้ดำเนินการตามระบบของมหาวิทยาลัยมาโดยตลอดทุกปีการศึกษา  ในฐานะหน่วยงานสนับสนุนการเรียนการสอน  สำหรับการประเมินคุณภาพภายนอกนั้นในส่วนของมหาวิทยาลัยก็รับการประเมินมา  2  รอบแล้ว  จากกรรมการที่  สมศ.  แต่งตั้ง  (อย่างน้อย  1  ครั้งในทุก  5  ปี  ตาม  พรบ.มาตรา  49)  รอบที่  1  ปี  46  ประเมินแบบสะท้อนและกัลยานมิตรไม่ตัดสินผม,  รอบ  2  ปี  49  ประเมินแบบรับรองคุณภาพ  ซึ่งทั้งระดับสถาบันและทุกคณะก็ได้รับการรับรองแบบไม่มีเงื่อนไข,  สำหรับรอบที่  3  กำลังจะมาถึง  เป็นที่โชคดีมากของทางคณะ  ตั้งปุ๊บ  รับประเมินรอบสามปั๊บ  ในระหว่างวันที่  21-25  พฤศจิกายน  2554  ที่จะมาถึงอีกไม่กี่เดือน  ก็หวังว่าจะได้รับการรับรองคุณภาพนะครับ  ซึ่งข้อมูลผลการประเมินทั้งภายในและภายนอก  ผมจะนำเสนอในลำดับต่อไป

มหาวิทยาลัยมหาสารคามโดยสภาฯเห็นชอบในการเลือกกลุ่มเน้นในกลุ่มผลิตบัณฑิตระดับปริญญาตรี

การประกันคุณภาพการศึกษาภายใน  ของมหาวิทยาลัยเราและคณะต่างๆ  ผมขอเสนอข้อมูลข้อเท็จจริงจากผลการประเมินคุณภาพภายใน  ล่าสุดเมื่อเดือนมิถุนายน  2554  และได้เสนอสภามหาวิทยาลัยพิจารณาไปแล้วที่ผ่านมาเมื่อ  26  สิงหาคม  2554  ณ  รอยัลฮิลย์  นครนายก  ในส่วนของกรอบการประกันคุณภาพของ  สกอ.  ปีการศึกษา  2553  มี  9  องค์ประกอบ  23  ตัวบ่งชี้  ซึ่งในแต่ละตัวบ่งชี้ก็จะมีเกณฑ์มาตรฐานและเกณฑ์การให้คะแนน  ระบบ  5  สเกล  องค์ประกอบที่มีตัวบ่งชี้เยอะที่สุดคือ  องค์ประกอบที่  2  ด้านการผลิตบัณฑิต  ซึ่งเป็นภารกิจหลักอันที่  1  ของทุกสถาบัน

มมส  เรามีหน่วยงานจัดการเรียนการสอน  20  คณะวิชา

สำหรับคณะกรรมการประเมินของแต่ละคณะ  ตามเงื่อนไขของ  สกอ.  ก็จะมี  3  ท่าน  คือ  1  ท่านจากภายนอกมหาวิทยาลัย  และ  2  ท่านจากภายในมหาวิทยาลัยแต่อยู่นอกคณะที่รับประเมิน  ซึ่งแล้วแต่หน่วยงานจะเลือก  สำหรับปีนี้ประธานประเมินของคณะวัฒนธรรมศาสตร์  คือ  ผศ.ดร.ภาวดี  ภักดี  จาก  มข.

คะแนนการประเมินภาพรวมทั้ง  9  องค์ประกอบ  นั้น  ถ้าดูตัวเลขแล้ว  คณะวัฒนธรรมศาสตร์อยู่ที่  4.14  คุณภาพอยู่ในระดับดี  ลำดับที่  1-3  คือ  คณะเภสัชศาสตร์  คณะพยาบาลศาสตร์  คณะวิทยาการสารสนเทศ

ลองมาดูเป็นรายองค์ประกอบ  ทุกองค์ประกอบอยู่ในระดับดี  ยกเว้นองค์ประกอบที่  6  ซึ่งน่าตกใจว่า  ด้านการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม  คณะวัฒนธรรมศาสตร์  ได้คะแนน  3  ถ้าคนข้างนอกดูแล้วเขาคงงงๆสงสัยเหมือนกัน  ทำไม่ขัดแย้งกับชื่อคณะ

องค์ประกอบที่  6  นี้  ไม่ได้หมายความว่ามีกิจกรรมหรือโครงการหรืองานวิจัยด้านศิลปวัฒนธรรมจำนวนมากแล้วได้คะแนนเต็ม  เกณฑ์ประเมินในข้อนี้เขาดูเรื่องของกระบวนการทำงาน  PDCA  เป็นสำคัญ  ถ้าลงไปดูในรายละเอียดเล่มรายงานประเมินของคณะวัฒนธรรมศาสตร์แล้ว  ตามเกณฑ์การประเมิน  จะพบว่า  คณะวัฒนธรรมศาสตร์  ขาด  การประเมินความสำเร็จของการบูรณาการงานด้านทำนุฯกับการจัดการเรียนการสอน  และการนำผลไปปรับปรุงแก้ไข  จึงได้แค่  3  คะแนน

ต่อไปมาดูคะแนนประเมินคุณภาพภายใน  ปีการศึกษา  2553  ระดับมหาวิทยาลัยบ้าง  กรอบการประเมินก็เช่นเดียวกับคณะวิชา  คือ  9  องค์ประกอบ  23  ตัวบ่งชี้  ของ  สกอ.  มีคณะกรรมการจำนวน  11  คน  และฝ่ายเลขา  2  คน  ประธานคือ  ศ.นพ.วุฒิชัย  ธนาพงศธร

จากเป้าหมายที่มหาวิทยาลัยตั้งไว้ที่คะแนน  4.85  คุณภาพระดับดีมาก  นั้น     พอประเมินจากหลักฐานเชิงประจักษ์แล้วได้คะแนน  4.12  คุณภาพระดับดี  จากคะแนนจะเห็นว่าทุกองค์ประกอบอยู่ในคุณภาพระดับดี  และดีมาก  ยกเว้นองค์ประกอบที่  2  การผลิตบัณฑิต  คะแนน  2.97  คุณภาพระดับพอใช้  ซึ่งน่าตกใจมาก  เพราะเราเองเลือกจุดเน้นของตัวเองที่การผลิตบัณฑิตระดับปริญญาตรี  สาเหตุที่ผลคะแนนออกมาเป็นอย่างนี้  มี  2  3  เหตุผล  คือ  เรื่องของหลักสูตรไม่เป็นไปตามมาตรฐาน  48  และ  TQF,  เรื่องของตำแหน่งทางวิชาของอาจารย์  (22%),  และเรื่องการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ(นิสิตเราเยอะ)

ส่วนที่กรรมการชมมหาวิทยาลัยเราก็พอมี  คือ  มีห้องสมุดที่ดี  การบริการวิชาการ  และสภามหาวิทยาลัยกำหนดทิศทางชัดเจน  ส่วนที่เป็นจุดอ่อนก็อย่างที่ผมได้กล่าวไปเบื้องต้น  คือ  หลักสูตร  จำนวนอาจารย์  ผมจะบอกให้ความเสี่ยงของมหาวิทยาลัยเราที่ท่านนายกสภา  ท่านอำนวย  หนักใจอยู่ขณะนี้  คือ  เรื่องของชื่อเสียงของมหาวิทยาลัย  เนื่องจากขณะนี้  หลักสูตรสัตวแพทย์ของเรา  สภาสัตวแพทย์ยังไม่รับรองหลักสูตร  เป็นเรื่องใหญ่มากขณะนี้

ทีนี้ผมของสวิตส์สับมาอีกรางหนึ่ง  คือ  การประเมินคุณภาพภายนอกครับ  สำหรับการประเมินภายนอกรอบสาม  มหาวิทยาลัยเราอยู่ในกลุ่ม  73  สถาบันแรกที่ต้องถูกประเมิน  ซึ่งในส่วนของ  สมศ  ก็ไม่มีความชัดเจน  ไม่นิ่งซักทีกับเรื่องของเกณฑ์การประเมิน  ปรับเกณฑ์เป็นรายสัปดาห์  ทำให้คณะ  มหาวิทยาลัยต้องปรับข้อมูลอยู่ตลอดเวลา  แต่อย่างไรเราก็คงนี้ไม่พ้น  วันสิ้นโลกหรือไม่สิ้นของเรา  ก็คือ  21-25  พฤศจิกายน  2554  ใครจะลูกผีลูกคนจะได้รู้กัน

ตัวบ่งชี้รอบสาม  สมศ.  มี  18  ตัว  แบ่งเป็น  3  กลุ่ม  คือ  ตัวบ่งชี้พื้นฐาน  ตัวบ่งชี้อัตลักษณ์  ตัวบ่งชี้มาตรการส่งเสริม  ตัวบ่งชี้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับนิสิต  ตามที่ผมตั้งคำถามว่า  “จบ  หรือ  จบ+มีค่า”  คือ  ตัวบ่งชี้ที่  3  ผลการตีพิมพ์ของปริญญาโท  และ  ตัวบ่งชี้ที่  4  ผลการตีพิมพ์ของปริญญาเอก  ลองดูเกณฑ์การตีพิมพ์ดูนะครับ  ถ้าดูเกณฑ์  สมศ  ตามนี้  เช่น  งานวิจัย  1  เรื่องตีพิมพ์บทความในรายงานสืบเนื่องจากการประชุมระดับชาติ  ก็จะยังไม่นับให้นะครับ  ต้องดูไปอีกว่ามีกองบรรณาธิการจัดทำรายงานฯ  หรือคณะกรรมการจัดประชุมประกอบด้วย  ศาสตราจารย์  หรือ  ปริญญาเอก  หรือผู้ทรงคุณวุฒิในสาขานั้นๆที่เป็นที่ยอมรับนอกสถาบันเจ้าภาพไม่น้อยกว่า  25%  ถึงจะนับคุณค่าของงานวิจัยชิ้นนั้นๆ  เท่ากับ  0.125  เห็นมั้ยครับ  เกณฑ์รอบสาม  สมศ  มันเข้มเหลือเกณฑ์

ถ้าดูประกาศเงื่อนไขการตีพิมพ์จบ  ของนิสิตที่เข้าตั้งแต่ปีการศึกษา  2554  จะเห็นว่าเป็นการเอาเกณฑ์ของ  สมศ.  มาเป็นที่มาของประกาศนี้

ก็ลองดูนะครับ  ว่าแต่ละท่านจะ  จบ  หรือ  จบ+มีค่า  แก่คณะแบบไหนกัน  จะไม่คิดทิ้งค่าซัก  0.125  ให้แก่คณะก่อนจากไปเชียวหรือครับ

อีกส่วนหนึ่งที่เกี่ยวกับนิสิตเกณฑ์รอบสามของ  สมศ  ความพึงพอใจของนิสิตต่อการพัฒนาสุนทรียภาพในมิติทางศิลปะและวัฒนธรรม  ตัวบ่งชี้ที่  11  พูดง่ายก็หมายถึง  ความสะอาด  สุขลักษณะ  และความสวยงามนั้นเอง  ที่ต้องประเมินจากตัวนิสิต

สิ่งที่สภามหาวิทยาลัยให้ความเห็นชอบเกี่ยวกับการประเมินคุณภาพภายนอกรอบสาม  คือ

          -  อัตลักษณ์ของมหาวิทยาลัย  คือ  นิสิตกับการช่วยเหลือสังคมชุมชน

          -  เอกลักษณ์ของมหาวิทยาลัย  คือ  การเป็นที่พึ่งของสังคมชุมชุน

          -  ประเด็นชี้นำภายใน  คือ  สวัสดิภาพนิสิต

          -  ประเมินชี้ภายนอก  คือ  โครงการอันเนื่องจากพระราชดำริ  2  เรื่อง  คือ  โครงการไหม  และโครงการอนุรักษ์ใบลานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

มาดูผลการประเมินตนเองรอบสาม  ของระดับสถาบัน  และแต่ละคณะ  สำหรับเกณฑ์การรับรองคุณภาพตามมาตรฐานของ  สมศ  คือ  11ตัวบ่งชี้แรกเฉลี่ยแล้วไม่ต่ำกว่า  3.51  คะแนน  คือตัวบ่งชี้ตามภารกิจของสถาบันอุดมศึกษา  และทุกตัวบ่งบชี้เฉลี่ยแล้วไม่ต่ำกว่า  3.51  คะแนน,  ระดับสถาบันก็ต้องมีคณะที่ได้มาตรฐานไม่ต่ำกว่า  90%  หมายถึง  ต้องมีไม่เกิน  2  คณะที่ไม่ได้รับการรับรอง  ระดับสถาบันจึงจะได้รับการรับรอง  ตอนนี้มีบางคณะที่สารภาพบาปแล้วขอเป็น  1  ใน  2  คณะ  คือ  คณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม  ไม่รู้ว่าคณะวัฒนธรรมศาสตร์จะขอโควตา  1  คณะที่เหลือหรือไม่ครับ

ในเบื้องต้นระดับมหาวิทยาลัยประเมินตนเอง   11ตัวบ่งชี้แรกที่  4.02  คะแนน  และภาพรวม  3.94  คะแนน  (ข้อมูล  ณ  วันที่  22สิงหาคม2554)

สุดท้ายครับ  ที่นำเสนอมาทั้งหมดทั้งปวง  นั้น  ผลการดำเนินงานหรือคะแนนการดำเนินงานในด้านต่างๆของคณะหรือมหาวิทยาลัยตามตัวบ่งชี้และเกณฑ์การประกันคุณภาพภายใน  ของ  สกอ  ก็ดี  หรือประเมินภายนอก  ของ  สมศ  ก็ดี  จะเห็นว่าไม่ได้เกิดจากการบริหารจัดการ  ไม่ได้เกิดจากกิจกรรม  หรืองานวิจัยของอาจารย์เจ้าหน้าที่    ถ้าดูเกณฑ์ประเมินในรายละเอียดเกือบครึ่งของเกณฑ์เป็นผลที่เกิดจากตัวนิสิต  เช่น    เรื่องของความพึงพอใจ  การประเมินการเรียนการสอน  กิจกรรมพัฒนานิสิต  การตีพิมพ์บทความการวิทยานิพนธ์  ล้วนแล้วเกิดจากนิสิตทั้งนั้น

ดังนั้น  บทบาทของนิสิตวัฒนธรรมศาสตร์กับการประกันคุณภาพการศึกษา  ตามหัวข้อที่ทางคณะกำหนดนั้น  ที่นิสิตจะสามารถส่งเสริมสนับสนุนผลการดำเนินงานการประกันคุณภาพของคณะและมหาวิทยาลัย  พูดง่ายๆคือเป็นกลไก  ฟันเฟืองในการขับเคลื่อนคณะ  มหาวิทยาลัย

ผมพอจะสรุปเป็น  2  บทบาทใหญ่  ดังนี้ครับ

1.  บทบาทนิสิตในการส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานประกันคุณภาพของคณะ  มหาวิทยาลัย  ควรมีดังต่อไปนี้

1.1  บทบาทในการศึกษา  ติดตาม  รับรู้การดำเนินงานประกันคุณภาพของสถาบัน  ทั้งในภาพรวมและโดยเฉพาะองค์ประกอบในส่วนที่เกี่ยวข้องและ   มีผลต่อนิสิตโดยตรงได้แก่  องค์ประกอบด้านการเรียนการสอน  ด้านกิจกรรมพัฒนานักศึกษา  หรือด้านทำนุบำรุงและส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม  โดยควรศึกษาว่าสถาบันได้กำหนดนโยบายคุณภาพ  และแนวทางการดำเนินงานประกันคุณภาพในแต่ละองค์ประกอบไว้อย่างไร

1.2  บทบาทในการให้ข้อเสนอแนะการดำเนินงานประกันคุณภาพต่อสถาบันในส่วนที่นิสิตพิจารณาว่า  หากได้มีการกำหนดดัชนีเพิ่มเติมในแต่ละเรื่อง      จะก่อให้เกิดประโยชน์หรือเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานมากยิ่งขึ้น

1.3  บทบาทในการให้ความร่วมมือและให้ข้อมูลย้อนกลับในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการประเมินการดำเนินงานประกันคุณภาพซึ่งสถาบันดำเนินการด้วยข้อมูลที่ตรงไปตรงมา  ให้ข้อเท็จจริงมากที่สุด  เพื่อให้ข้อมูลความคิดเห็นของนิสิตเป็นข้อมูลที่เชื่อถือได้  เพื่อประโยชน์ในการนำมาใช้ในการพัฒนาการดำเนินงานประกันคุณภาพของสถาบัน

1.4  บทบาทในการสะท้อนภาพการดำเนินงานของหน่วยงานหรือการดำเนินบทบาทของคณาจารย์และบุคลากรต่อสถาบันโดยตรง  ในกรณีที่นิสิตพิจารณาเห็นว่าการดำเนินงานดังกล่าวไม่เป็นไปตามขั้นตอนหรือเกณฑ์ที่กำหนดไว้  หรือไม่ครบองค์ประกอบการดำเนินงานที่ควรจะเป็น  อันจะเป็นการกระตุ้นให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ปรับแนวทางการดำเนินงานให้เป็นไปตามแนวทางการประกันคุณภาพต่อไป

1.5  บทบาทในการเผยแพร่และเชิญชวนให้นิสิตในสถาบัน  ได้ให้ความสนใจและให้ความสำคัญในการดำเนินงานด้านประกันคุณภาพของสถาบัน

1.6  บทบาทในการรวมกลุ่มเพื่อจัดตั้งองค์กรนิสิต  เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการประกันคุณภาพของสถาบัน  เพื่อสร้างเครือข่ายในการร่วมติดตาม  รับรู้การดำเนินงานประกันคุณภาพ  สร้างโอกาสในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเรียนรู้ เพื่อเสริมสร้างวิสัยทัศน์และโลกทัศน์การดำเนินงานด้านการประกันคุณภาพ เพื่อสนับสนุนให้การดำเนินงานด้านประกันคุณภาพมีความเข้มแข็งและก่อให้เกิดประโยชน์ อย่างแท้จริงแก่นิสิตต่อไป

2.   บทบาทในการส่งเสริมสนับสนุนการจัดการศึกษา และการพัฒนากระบวนการเรียนรู้  ดังนี้

2.1  ให้ข้อมูลแก่สถาบันเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตร  ที่สะท้อนสภาพที่เกิดขึ้นจริง

2.2  ให้ข้อมูลเกี่ยวกับคุณภาพการสอนของคณาจารย์

2.3  ให้ข้อมูลที่นำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพการสอนของคณาจารย์

2.4  เสนอแนะรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน

2.5  แสดงความสนใจในสิ่งที่ตนเองต้องการเรียนรู้ให้ผู้สอนทราบ
2.6  ให้ความร่วมมือในการเก็บข้อมูลของสถาบัน

2.7  พัฒนาตนเองให้อยู่ในข่ายที่จะได้รับการยกย่อง

2.8  ทำตนไม่ให้สถาบันเสื่อมเสีย

2.9  หาโอกาสในการสร้างชื่อเสียงแก่สถาบันตามศักยภาพของตนเอง

2.10  ช่วยให้ข้อมูลและเผยแพร่ข้อมูลของเพื่อนนิสิตหรือศิษย์เก่าที่ได้รับการยกย่องให้สถาบันรับทราบ

2.11  สื่อสารให้สถาบันทราบถึงความต้องการจำเป็นของตนเองที่ต้องการให้สถาบันจัดบริการให้

2.12  ให้ข้อมูลต่อสถาบันเกี่ยวกับคุณภาพหรือความเหมาะสมของบริการที่สถาบันจัดให้

2.13  เข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ที่สถาบันจัดขึ้นเพื่อพัฒนาตนเอง
2.14  นำกระบวนการคุณภาพไปใช้ในการจัดกิจกรรมนิสิต

ท้ายสุด  สุดท้าย  ลองปักธงในใจไว้นะครับ  ว่าจะ  “จบเฉยๆ”  หรือ  “จบและจบแบบมีค่าต่อคณะและมหาวิทยาลัย” 

ขอบคุณครับกับ  30  นาทีที่ทนฟังกัน  สวัสดีครับ

Share and Enjoy:
  • Facebook
  • Google Bookmarks
  • Twitter
  • Print

You must be logged in to post a comment.