1

หลักการครองตน ครองคน และครองงาน

หลักการครองตน ครองคน และครองงาน
การที่จะปฏิบัติงานใด ๆ ให้ประสบผลสำเร็จ จะต้องบริหารปัจจัย 3 ประการ คือ การบริหารตนเอง การบริหารคน และการบริหารงาน ให้มีประสิทธิ-ภาพ เพื่อผลสำเร็จอย่างมีคุณภาพ
 
การครองตน หรือการบริหารตนเอง
การบริหารตนเอง จะต้องปฏิบัติตนเองเป็นสมาชิกที่ดีมีคุณค่าต่อสังคม และเป็นแบบอย่างที่ดี สามารถนำหมู่ชน และสังคมไปสู่ความสันติสุข ต้องครองตนไว้ในที่สูง น่าเคารพนับถือ โดยอาศัยหลักสัปปุริสะธรรม 7 คือ
1.การรู้หลัก และรู้จักเหตุผล คือรู้หลักการและกฏเกณฑ์ทั้งหลาย ที่เราเข้าไปเกี่ยวข้องในการดำเนินชีวิต ในการปฏิบัติหน้าที่ และดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ รู้เข้าใจสิ่งที่คนจะต้องประพฤติ ปฏิบัติ ตามเหตุผล เช่นรู้ว่า ตำแหน่ง ฐานะ อาชีพ และการงานของตน มีหน้าที่และความรับผิดชอบอย่างไร จึงจะบรรลุผลสำเร็จ ที่เป็นไปตามหน้าที่ และความรับผิดชอบนั้น ๆ
2.รู้ความมุ่งหมาย และรู้จักผล คือรู้ความหมาย และความมุ่ง-หมายของหลักการที่ตนปฏิบัติ เข้าใจวัตถุประสงค์ของกิจการที่ตนกระทำ รู้ว่าที่ตนทำอย่างนั้น ดำเนินชีวิตอย่างนั้นเพื่อประสงค์ประโยชน์อะไร หรือควรจะบรรลุถึงผลอะไร เมื่อทำไปแล้วจะบังเกิดอะไรบ้าง เป็นผลดีหรือผลเสียอย่างไร เป็นต้น ตลอดจนถึงขั้นสูงสุดคือรู้ความหมายของคติธรรม และจุดมุ่งหมายที่แท้จริงของชีวิต
3.รู้จักตน คือรู้ถึงความสามารถ ความถนัด กำลังความรู้ ตลอดจนนิสัยใจคอของตนเอง เป็นต้น บัดนี้เป็นอย่างไร เท่าไร แล้วประพฤติให้เหมาะสม เพื่อผลดีแท้จริงที่พึงต้องการ
4.รู้จักประมาณ คือรู้จักพอดี เช่นรู้จักประมาณในการบริโภค ในการใช้จ่ายทรัพย์สิน รู้จักความเหมาะสมพอดี ในการพูด การปฏิบัติกิจ และทำการต่าง ๆ ตลอดจนการพักผ่อน นอนหลับ และการสนุกสนานรื่นเริงทั้งหลาย กระทำการทุกอย่างด้วยความเข้าใจวัตถุประสงค์ มิใช่เพียงเพื่อความพอใจ ชอบใจ หรือเอาแต่ใจตนเอง แต่ทำตามความพอดีของปัจจัยทั้งหลายที่ลงตัว
5.รู้กาล คือรู้จักกาลเวลาอันเหมาะสมที่ใช้ในการประกอบกิจ ทำหน้าที่การงาน เช่นรู้ว่าเวลาไหนควรทำอะไร อย่างไร และทำให้ตรงเวลา ให้เป็นเวลา ให้ทันเวลา ให้ถูกเวลา และเหมาะเวลา ตลอดจนรู้จักกะเวลา และวางแผนการใช้เวลาอย่างได้ผล
6.รู้ชุมชน คือรู้จักถิ่น รู้จักที่ชุมชน ตลอดจนรู้จักวางตัวต่อชุมชน ว่าประพฤติปฏิบัติตัวอย่างไร จึงจะเหมาะสมกับสังคมนั้น
7.รู้บุคคล คือการรู้จัก และเข้าใจความแตกต่างระหว่างบุคคล รู้จักคนที่พบปะสนทนา หรือทำงานด้วยว่าเป็นคนอย่างไร และรู้จักที่จะปฏิบัติตัวต่อบุคคลอื่นได้อย่างเหมาะสม เช่นคบหาสมาคม ยกย่อง ตำหนิ หรือแนะนำสั่งสอนอย่างไรจึงจะเกิดผลดี
การดำเนินชีวิตให้ก้าวหน้าประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษาหรืออาชีพการงานก็ตาม พึงปฏิบัติตามหลักธรรม ที่จะนำไปสู่ความเจริญ      รุ่งเรือง ดังนี้
1.เลือกอยู่ถิ่นที่เหมาะสม คือการเลือกหาถิ่นที่อยู่ แหล่งเล่าเรียนดำเนินชีวิตที่ดี ซึ่งประกอบด้วยบุคคล และสิ่งแวดล้อมที่ดี ที่อำนวยแก่การศึกษา พัฒนาชีวิต การแสวงธรรมหาความรู้ สร้างสรรค์ความดีงาม และความเจริญก้าวหน้า
2.เสวนาคนดี คือการรู้จักคบหา หรือรวมหมู่กับบุคคลผู้รู้ และผู้ที่จะเกื้อกูลแก่การแสวงธรรมหาความรู้ ความก้าวหน้างอกงาม และความเจริญ
3.ตั้งตนไว้ถูกวิธี คือการดำรงตนมั่นอยู่ในคุณธรรม และแนวทางการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง ตั้งเป้าหมายชีวิต และการงานที่ดีงามแน่ชัด และนำตัวเองไป    สู่จุดหมาย แน่วแน่ และมั่นคง
4.มีทุนดีเตรียมไว้ ทุนดีส่วนหนึ่งคือความมีสติปัญญา ความถนัด เป็นต้น ที่เป็นพื้นฐานมาแต่เดิม และอีกส่วนหนึ่งคือ การอาศัยพื้นเดิมเท่าที่ตัวมีอยู่   รู้จักแก้ไขปรับปรุงตน ศึกษาหาความรู้เสริมคุณสมบัติ ความดีงาม ฝึกฝนความ    ชำนิชำนาญเตรียมไว้ก่อนแต่ต้น ซึ่งเมื่อมีเหตุต้องใช้ก็สามารถใช้ได้ทันท่วงที สามารถสร้างสรรค์ประโยชน์สุข และก้าวหน้าสู่ความเจริญยิ่งขึ้นไปการสร้างชีวิตที่เป็นหลักฐานจะต้องรู้จักทำมาหาเลี้ยงชีพ รู้จักหา รู้จักใช้ทรัพย์ หรือหาเงินเป็น เป็นคนทำมาหากินที่ดี ตั้งตัวสร้างหลักฐานได้ โดยปฏิบัติตามหลักธรรมต่อไปนี้คือ
1.ถึงพร้อมด้วยความหมั่นเพียร คือ ขยันหมั่นเพียรในการปฏิบัติ หน้าที่การงาน การประกอบอาชีพที่สุจริต ฝึกฝนให้มีความชำนิชำนาญรู้จริง รู้จักใช้ปัญญาสอดส่อง ตรวจตรา หาวิธีการที่เหมาะสม จัดการและดำเนินการให้ได้ผลดี
2.ถึงพร้อมด้วยการรักษา คือรู้จักคุ้มครอง เก็บรักษาโภคทรัพย์ และผลงานที่ตนทำไว้ด้วยความขยันหมั่นเพียร โดยชอบธรรม ด้วยกำลังของตน ไม่ให้เป็นอันตรายหรือเสื่อมเสีย
3.คบหาคนดีเป็นมิตร คือรู้จักคบคนดี มีความสามารถ น่าเคารพ   นับถือ และมีคุณสมบัติเกื้อกูลแก่การงานอาชีพ
4.เลี้ยงชีวิตแต่พอดี คือรู้จักกำหนดรายได้ และรายจ่าย (ดูราย-ละเอียดในเรื่องการบริหารการเงิน) เป็นอยู่พอดีเหมาะสมกับรายได้ ไม่ให้ฝืดเคืองหรือฟุ่มเฟือย เก็บออมประหยัดไว้ โดยถือหลักแบ่งทรัพย์เพื่อการใช้จ่าย เช่น ใช้เลี้ยงตนเอง บิดามารดา บุตร ภรรยา และคนในปกครองทั้งหลาย บำรุงมิตรสหาย และผู้ร่วมกิจการงาน ใช้เป็นทุนประกอบการงาน ใช้ทำประโยชน์ต่อสังคม และเก็บไว้ใช้ในคราวจำเป็น
อันดับต่อมากำกับชีวิตตนเอง ตามหลักธรรมสำหรับบุคคลผู้ครองเรือน ที่เรียกว่า ฆราวาสธรรม 4 ดังนี้
1.สัจจะ ความจริง คือ ดำรงมั่นในสัจจะ ซื่อตรง ซื่อสัตย์ จริงใจ พูดจริงทำจริง และทำอะไรก็ให้เชื่อถือไว้วางใจได้
2.ทมะ ฝึกตน คือ การบังคับควบคุมตนเองได้ รู้จักปรับตัว และแก้ไขปรับปรุงตนเองให้ก้าวหน้า ดีงาม ยิ่งขึ้นอยู่เสมอ
3.ขันติ อดทน คือ มุ่งมั่นทำหน้าที่การงานด้วยความขยันหมั่นเพียร เข้มแข็งอดทน ไม่หวั่นไหวต่ออุปสรรคและความยากลำบาก มั่นคงในจุดหมาย ไม่ท้อถอย พยายามอยู่ตลอดเวลา
4.จาคะ เสียสละ คือ ความมีน้ำใจ เอื้อเฟื้อเกื้อกูลต่อผู้อื่น รู้จักบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม สละโลภ ละทิฐิมานะได้ ร่วมงานกับคนอื่นได้ ไม่ใจแคบ เห็นแก่ตัว หรือเอาแต่ใจตนเอง
Share and Enjoy:
  • Facebook
  • Google Bookmarks
  • Twitter
  • Print
  1. สวัสดิ์น้อย กองทะเบียนฯ พูดว่า:

    ขอขอบพระคุณสำหรับข้อมูล ซึ่งหลักการทั้งหลายมีไว้หากนำมาปฏิบัติคงขั้นเทพเลย แต่หลัก ๆ ขอเพียงทุกท่านปฏิบัติต่อกันด้วยความรัก สงสาร ดีใจเมื่อคนอื่นได้ดี หรือวางเฉยเมื่อแก้ไขสิ่งใดไม่ได้ ตามหลักพรหมวิหาร 4 เท่านี้ก็ดีมากยิ่งขึ้นครับ

You must be logged in to post a comment.