4

คาร์บอนเครดิต คืออะไร???

มารู้จักเรื่องใกล้ตัวเรากันบ้างคะ….
 
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

 

 

 

คาร์บอนเครดิต คือ ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่สามารถลดได้จากการดำเนินโครงการกลไกการพัฒนาที่สะอาด หรือ CDM (Clean Development Mechanism) ถูกนำมาใช้เพื่อเป็นกลไกเพื่อประเทศที่พัฒนาแล้วจะประสบปัญหาในการลดปริมาณก๊าซ สามารถซื้อโควต้าคาร์บอนจากผู้ประกอบการในประเทศกำลังพัฒนาที่มีโโครงการพัฒนาที่สะอาดที่เรียกว่า การค้าขายแลกเปลี่ยนก๊าซเรือนกระจก

โครงการพัฒนาที่สะอาดตามพิธีสารเกียวโต ซึ่งมีสิทธิ์ขายคาร์บอนเครดิต ได้แก่ โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพลังงาน การผลิตพลังงานหมุนเวียน การเปลี่ยนเชื้อเพลิง การกักเก็บและการเผาทำลายก๊าซมีเทน การปรับเปลี่ยนวิธีการทำเกษตรกรรมและปศุสัตว์ การจัดการน้ำเสียและขยะ และการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรม เป็นต้น


ที่มา : จุลสารก๊าซไลน์

 ความเป็นมาของคาร์บอนเครดิต

       ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United  Nations  Framework  Convention  on  Climate  Change หรือ UNFCCC) ตามพิธีสารเกียวโต (Kyoto  Protocol) ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2548 โดยในช่วงแรก (ระหว่างปี พ.ศ. 2551-2555) กำหนดให้กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วที่เป็นสมาชิกของพิธีสารเกียวโต (Annex l) มีพันธกรณีในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 5.2% จากปริมาณการปล่อยก๊าซเรือกกระจกในปีพ.ศ. 2533 โดยประเทศไทยซึ่งอยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา (Non  Annex l) ในปัจจุบันไม่มีพันธกรณีที่จะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก   แต่จะต้องดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามกลไก (Mechanism) หลัก 3 ประการคือ
       1.กลไกการทำโครงการร่วม (Joint  Implementation หรือ JI) โดยกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วสามารถดำเนินโครงการร่วมกันเองระหว่างประเทศในกลุ่มโดยปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้เรียกว่า Emission  Reduction  Units หรือ ERUs
       2.กลไกการพัฒนาที่สะอาด (CDM) โดยกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว สามารถดำเนินโครงการร่วมกันกับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา (Non-Annex l) โดยปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้จะต้องผ่านการรับรอง จึงเรียกว่า CERs
       3.กลไกการซื้อสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission  Trading หรือ ET)โดยกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ไม่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศได้ตามที่กำหนดไว้ สามารถซื้อสิทธิ์การปล่อยจากประเทศพัฒนาแล้วด้วยกันเองที่มีสิทธิ์การปล่อยเหลือ เรียกสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกนี้ว่า Assigned  Amount  Units หรือ AAUs

 


ที่มา : http://earthobservatory.nasa.gov/Library/Carbon-Cyle/carbon_cycle4.html

 

คาร์บอนเครดิตคืออะไร
        คาร์บอนเครดิต หมายถึง สิ่งทดแทนการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ จากการกระทำของมนุษย์ เช่น ภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกรรม ฯลฯ โดยประเทศที่อยู่ในกลุ่ม Annex l ไม่สามารถทำการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในประเทศของตนเองได้แล้ว ทำให้จะต้องมีการสร้างความร่วมมือกับประเทศกลุ่ม Non-Annex l  โดยผ่านกลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean  Development  Mechanism หรือ CDM) เพื่อให้นำมาซึ่ง Certified  Emission  Reduction หรือ CERs เพื่อใช้เป็นคาร์บอนเครดิตของตนเองทำให้มีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ

 


ที่มา : http://commons.wikimedia.org/wiki/File:Greenhouse_Effect.svg.org/wiki/File:Greenhouse_Effect.svg

 


ที่มา : http://commons.wikimedia%3eorg/wiki/File:The_green_house_effect.svg

 

ประเทศไทยกับคาร์บอนเครดิต
      ปัจจุบันประเทศไทยมีองค์กรมหาชน เรียกว่า   องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก(องค์กรมหาชน) พ.ศ. 2550 (Thailand  Greenhouse Gas Management  Organization หรือ TGO) มีชื่อย่อว่า อบก. โดยมีกฎหมายรองรับองค์กรดังกล่าวแล้ว และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2550 ที่ผ่านมา โดยมีวัตถุประสงค์หลักในการวิเคราะห์ กลั่นกรองและทำความสะอาด (Clean Development Mechanism หรือ CDM) รวมทั้งติดตามประเมินผลโครงการที่ได้รับคำรับรอง รวมถึงเป็นศูนย์กลางข้อมูลการดำเนินงานและให้การสันบสนุนการดำเนินงานและให้การสนับสนุนด้านก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนให้คำแนะนำแก่ภาครัฐ และเอกชนเกี่ยวกับการจัดการก๊าซเรือนกระจก


 ขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือของวารสารจดหมายข่าว รักษ์ป่า สร้างคน 84 ตำบล วิถีพอเพียงและ วิชาการ.คอม
http://www.pttplc.com/TH/Default.aspx

          ไม่ว่ากี่ยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป  ชุมชนยังคงอยู่ในตำแหน่งที่ต้องตั้งรับกับความเปลี่ยนแปลงที่เข้ามาจากภายนอกอยู่เสมอ การรับมือกับการพัฒนาจากภายนอก  วิธีการที่ดี คือ การมีฐานข้อมูล ความรู้ในแต่ละเรื่องอย่างครอบคลุม ชัดเจนและถูกต้อง  เพื่อให้ชุมชนเกิดความเข้าใจและสามารถวางแผนเพื่อรับมือกับเรื่องต่างๆ ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม

 

 

          คาร์บอนเครดิต  เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่เกิดขึ้นจากยุคสมัยที่เปลี่ยนไป  ระบบนิเวศที่เปลี่ยนแปลงส่งผลกระทบโดยตรงกับมนุษย์  สังคมจึงเริ่มหันมาหาแนวทางในการแก้ไขร่วมกันคาร์บอนเครดิตมีจุดเริ่มต้นจากสภาวะปัญหาโลกร้อน  ซึ่งเกิดจากพฤติกรรมของมนุษย์ที่ต้องการความสะดวกสบาย  และรวดเร็วมากขึ้น  จนก่อให้เกิดมลพิษต่อโลก เช่น การปล่อยควันพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม  และการใช้รถยนต์ส่วนตัว ฯลฯ โดยเฉพาะการใช้รถยนต์ส่วนตัว  นอกจากใช้พลังงานจากน้ำมันแล้ว รถยังปล่อยไอเสียและเขม่า  ซึ่งไอเสียจะประกอบด้วยก๊าซจำนวนมาก  เช่น ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์   และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ฯลฯ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “ปรากฏการณ์เรือนกระจก (Green  house  effects)” โดยก๊าซดังกล่าวจะดักจับความร้อนจากดวงอาทิตย์ไว้  ทำโลกไม่สามารถระบายความร้อนอกนอกชั้นบรรยากาศโลกได้  โลกจึงร้อนขึ้น  เพื่อหาทางรักษาและเยียวยาวิธีการควบคุมรักษาบรรดาก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย  หลายประเทศจึงร่วมมือกันแก้ไขเพื่อให้โลกมีอุณหภูมิลดลง

 

 

ปัญหาโลกร้อน… จุดเริ่มความร่วมมือ
          หลายประเทศที่เป็นสมาชิกของอนุศัญญาแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC : United  Nation  Framework  Convention  on  Climatechang) ได้ร่วมมือกันจัดการประชุมว่าด้วยการประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน  ซึ่งการประชุมที่เห็นความร่วมมือและเกิดผลลัพทธ์เป็นข้อตกลงชัดเจนที่สุด คือ การทำข้อตกลงในพิธิสารเกียวโต (Kyoto Protocol)
           พิธีสารเกียวโต (Kyoto  Protocol) เป็นข้อกำหนดให้ประเทศภาคีสมาชิกต้องร่วมมือกันในการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะคาร์บอนไดออกไซด์จากโรงงานอุตสาหกรรมที่เป็นต้นเหตุของภาวะโลกร้อน  โดยมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2549 เฉพาะกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว  ส่วนกลุ่มประเทศกำลังพัฒนานั้น  พิธีสารเกียวโตยังไม่ได้กำหนดให้มีหน้าที่ต้องลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก  แต่ต้องรายงานปริมาณการก๊าซเรือนกระจกที่ปลดปล่อยในประเทศแต่ละปีเท่านั้น

 

 

ตลาดคาร์บอน…จุดนัดพบแห่งใหม่
           การกำหนดข้อบังคับดังกล่าว  ส่งผลให้ประเทศสมาชิกที่กำลังพัฒนามีคาร์บอนเครดิตประเภทที่ “ลดปริมาณการปล่อยได้” ภายใต้โครงการกลไกการพัฒนาที่สะอาด (CDM project-bases carbon  credit) ที่เข้ามาช่วยดูแลจัดการเรื่องการปล่อยก๊าซเรือนกระจก  ประเทศกำลังพัฒนาจึงมี “คาร์บอนเครดิต” ในลักษณะของสิทธิ์ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่จะนำไปซื้อขายในตลาดคาร์บอนได้

         ส่วนประเทศที่พัฒนาแล้วถูกกำจัดสิทธิ์ในการปล่อยก๊าซแถมยังต้องลดปริมาณการ ปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จึงเกิดขึ้นผ่านตลาดคาร์บอน  แนวความคิดเรื่อง “คาร์บอนเครดิต” จึงได้ถือกำเนิด

ความหมาย…ที่แท้จริง
          คาร์บอนเครดิต ตามความหมายภายใต้พิธีสารเกียวโต  คาร์บอนกลายเป็นสินค้าชนิดหนึ่ง (Commodity) ที่สามารถซื้อขายกันได้ในตลาดเฉพาะที่เรียกว่า “ตลาดคาร์บอน” (Carbon  Market) ซึ่งวิธีการนั้นถ้าคิดง่ายๆ คือ หาปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ประเทศพัฒนาแล้วปล่อยเกินจากข้อกำหนดที่ตกลงไว้ในพิธีสารเกียวโต  หรือปริมาณก๊าซที่ไม่สามารถลดปริมาณการปล่อยได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด  เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียค่าปรับ  จึงนำเงินไปซื้อสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากประเทศกำลังพัฒนาเท่าจำนวนก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยเกินกำหนด  โดยประเทศกำลังพัฒนาจะนำสิทธิ์ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาขายให้โดยผ่านการควบคุมดูแลจากโครงการกลไกการพัฒนาที่สะอาด

 

 

          ที่มาของเรื่อง “ตลาดคาร์บอน” ได้เกิดขึ้นเพราะการเล็งเห็นว่าในแต่ละประเทศมีศักยภาพในการลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไม่เท่ากัน  ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วอาจไม่สามารถลดปริมาณก๊าซได้ตามที่กำหนด  จึงใช้วิธีการลงทุนหรือซื้อคาร์บอนเครดิตจากประเทศกำลังพัฒนาที่มีปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อยกว่าได้  หรือพูดให้ง่ายคือ “คนสร้างไม่ต้องลด คนลดไม่ได้สร้าง”

มองให้ดี รู้สึก ตามให้ทัน
          วิธีการดังกล่าวกลายเป็นการให้รางวัลกับผู้ที่สามารถจัดการให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้นจากเงินที่ได้จากการขายคาร์บอนเครดิต  และลงโทษผู้ทำผิดที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมา  หรือเป็นการลงโทษที่ได้รับการลดหย่อนโทษกว่าที่ควรได้รับ  ซึ่งรูปแบบการขายคาร์บอนเครดิตในรูปโครงการปลูกป่า  เป็นอีกวิธีที่ได้รับความสนใจอย่างมากเพราะนอกจากราคาไม่แพงแล้ว  ยังหาซื้อได้ไม่ยากจากประเทศกำลังพัฒนา

 

 

         และเมื่อป่าเป็น “สินค้า” เพื่อดูดซับคาร์บอน  โดยมีเงินจำนวนมากเป็นแรงจูงใจ  ส่งผลให้ประเทศกำลังพัฒนาหันมาสนใจการปลูกป่าพืชเชิงเดี่ยวที่โตเร็ว  ไว้สำหรับขายคาร์บอนรองรับเงินที่จำด้มาจากการซื้อขาย  ผลกระทบที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เรื่องเล็ก  แต่กลายเป็นเรื่องใหญ่ที่นอกจากจะส่งผลกระทบโดยตรงกับทุกคน  ยังส่งผลกระทบโดยตรงกับชาวบ้านที่ยังไม่มีที่ดินทำกิน  เพราะจะถูกแย่งทรัพยากรเรื่องที่ดินทำกินจากนายทุน  เพื่อนำที่ดินไปปลูกพืชเชิงเดี่ยว  และนำไปสู่การรับเม็ดเงินมูลค่ามหาศาลจากการขายคาร์บอนเครดิต

 

การเรียนรู้ และการตั้งรับของชุมชน
          นอกจากวิธีการนี้จะไม่ได้ช่วยให้เกิดการลดก๊าซเรือนกระจกเพื่อแก้ไขปัญหาโลกร้อนได้อย่างแท้จริง  เป็นเพียงการเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อหวังผลทางธุรกิจ  และประเทศพัฒนาแล้วยังไม่จริงจังที่จะลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์  เพราะคิดว่าตนสามารถจัดหาคาร์บอนเครดิตมาจากประเทศกำลังพัฒนาได้

          ประเทศไทยซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่กำลังพัฒนา  ชุมชนจึงต้องรู้เท่าทันของเรื่องนี้ นอกจากเรื่องเงินที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนซื้อขายที่มีมูลค่าที่สูง  ล่อตาล่อใจแล้ว  ยังมีอีกเหตุผลเพราะหากประเทศไทยทำการขายคาร์บอนเครดิตจนหมดแล้ว   ในอนาคตหากเกิดข้อตกลงใหม่ประเทศด้อยพัฒนาต้องช่วยลดก๊าซเรือนกระจกเราอาจไม่มีคาร์บอนเครดิตเหลือใช้  และค่าปรับที่ต้องเสียมีราคาสูงกว่าขายได้ในเวลานี้  ซึ่งแนวโน้มในเรื่องคาร์บอนเครดิตในข้อตกลงพิธีสารเกียวโตยังต้องมีการประชุมเพื่อหาข้อตกลงร่วมกันหใม่  เพราะข้อตกลงเดิมยังมีช่องว่างในการหาผลประโยชน์

         …ชุมชนจึงต้องตั้งรับ  โดยการเปิดหู เปิดตา และเปิดใจเรียนรู้ให้เกิดความเข้าในอย่างลึกซึ้ง เพราะเมื่อใดที่เรื่องคาร์บอนเครดิตเข้ามาใกล้ตัว  ชุมชนจะได้รับมือกับเรื่องดังกล่าวอย่างใจเย็นด้วยความเข้าใจและมีสติ…

 

 

Share and Enjoy:
  • Facebook
  • Google Bookmarks
  • Twitter
  • Print
  1. chaiwat กองคลังและพัสดุ พูดว่า:

    แบ่งปันความรู้จริงๆครับ

  2. chaya01 พูดว่า:

    ค่ะ เราควรหันมาปลูกต้นไม้มาก ๆ ช่วยลดภาวะเรือนกระจก ทำให้ดูดซับน้ำเวลาน้ำหลาก เป็นการป้องกันที่ดีที่สุดค่ะ…

  3. สวัสดิ์น้อย กองทะเบียนฯ พูดว่า:

    ดังนั้นต้องช่วยกันนะครับ เริ่มง่าย ๆ ปิดไปฟ้าที่ไม่จำเป็น ปิดน้ำ หรือลดการใช้ถุงพลาสติก ช่วยๆๆๆ กันนะครับ

  4. Sureeporn Watcharinchai พูดว่า:

    เราต้องใช้ชีวิตแบบพอเพียง

You must be logged in to post a comment.